<%@ page contentType="text/html;charset=windows-874"%> <%@ page import="java.lang.*" %> <%@ page import="java.util.*" %> <%@ page import="yit.website.*" %> OAG

การตรวจสอบดำเนินงานโครงการชลประทานระบบท่อส่งน้ำ
กรมชลประทาน
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

 

ในปี 2538 รัฐบาลได้กำหนดนโยบายที่จะพัฒนาระบบชลประทานจากแหล่งน้ำต่างๆ โดยใช้ระบบท่อส่งน้ำแทนระบบคลองส่งน้ำ มีเป้าหมายให้ครอบคลุมพื้นที่ในภาคต่างๆ ทั่วประเทศ จำนวนรวมประมาณ 1 ล้านไร่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงกำหนดให้กรมชลประทานดำเนินงาน โครงการชลประทานระบบท่อส่งน้ำ โดยจัดให้เป็นโครงการหนึ่งในแผนปฏิบัติการของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 8 (พ.ศ.2540 – 2544 ) ซึ่งคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2539 ให้กรมชลประทานดำเนินงานเป็นโครงการนำร่อง (Pilot Project) จำนวน 10 โครงการ ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 50,000 ไร่ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก และภาคกลางตอนล่าง มีระยะเวลาดำเนินงานโครงการ 3 ปี ระหว่างปีงบประมาณ 2540 – 2542 ต่อมาโครงการได้ขยายระยะเวลาดำเนินการออกไปจนถึงปีงบประมาณ 2546  มีแผนการใช้งบประมาณในการดำเนินงานเป็นจำนวนเงิน 1,060  ล้านบาท หากการดำเนินงานในโครงการ นำร่องประสบผลสำเร็จจะขยายโครงการระยะที่ 2 ต่อไป ให้ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 1 ล้านไร่ (มีแผนการใช้งบประมาณ 28,000 ล้านบาท)

วัตถุประสงค์ของโครงการ มีดังนี้

1.   เพิ่มแหล่งน้ำสำหรับอุปโภคบริโภคในพื้นที่ขาดแคลน

2.  เพื่อให้มีแหล่งน้ำสำหรับใช้ในเกษตรกรรมปลูกพืชเศรษฐกิจ เลี้ยงสัตว์และการประมง หรือดำเนินเกษตรอุตสาหกรรม เพื่อสร้างงานใหม่ในชนบท และสามารถยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตขั้นพื้นฐานสอดคล้องตามนโยบายรัฐบาลในบริเวณพื้นที่ที่ขาดแคลนน้ำ

3.   เพื่อให้มีการส่งน้ำจากแหล่งน้ำที่เกินความต้องการไปยังแหล่งน้ำใกล้เคียงที่ ขาดแคลนน้ำต้นทุน

4.  เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้น้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุด  โดยให้สอดคล้องกับสิ่งแวดล้อมและข้อจำกัดในกรณีต่าง ๆ

การดำเนินงานโครงการมีกิจกรรมหลักที่สำคัญ 2 ประการ คือ

1. กิจกรรมการลงทุนก่อสร้างระบบท่อส่งน้ำและอาคารประกอบ เพื่อเป็นโครงการนำร่องจำนวน 10 โครงการ  ประกอบด้วยภาคตะวันออกเฉียงเหนือจำนวน 6 โครงการ ภาคตะวันออกจำนวน 3 โครงการ และภาคกลางตอนล่างจำนวน 1 โครงการ มีแผนการใช้งบประมาณรวมเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 875 ล้านบาท

2. กิจกรรมการจัดจ้างที่ปรึกษา เพื่อจัดทำแผนหลัก / ศึกษาความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของโครงการ กำหนดเงื่อนไขงานจ้างเหมา และการออกแบบโครงการนำร่อง มีแผนการใช้งบประมาณจำนวนเงิน 185 ล้านบาท

ผลการตรวจสอบ

สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน มีข้อตรวจพบที่สำคัญซึ่งจะส่งผลกระทบต่อผลสำเร็จของการดำเนินงานโครงการ 4 ประการ สรุปได้ดังนี้

ข้อตรวจพบที่ 1 การก่อสร้างระบบท่อส่งน้ำและอาคารประกอบตามโครงการล่าช้ากว่าแผนที่กำหนดไว้ จากการตรวจสอบพบว่า แผนได้กำหนดให้แล้วเสร็จในปีงบประมาณ 2542 แต่ปรากฏว่า ณ สิ้นปีงบประมาณ 2542  ได้ทำสัญญาก่อสร้างเพียงโครงการเดียว คือ โครงการชลประทานระบบท่อส่งน้ำบ้านดอนกอก จ.ขอนแก่น ส่วนที่เหลืออีกจำนวน 9 โครงการยังไม่ได้ดำเนินการแต่อย่างใด สาเหตุเพราะความล่าช้าของการสำรวจออกแบบของบริษัทที่ปรึกษา จึงส่งผลให้กรมชลประทานต้องขยายระยะเวลาดำเนินโครงการนี้ไปจนสิ้นสุดปีงบประมาณ 2546  อย่างไรก็ตาม ผลการดำเนินงานโครงการขณะเข้าตรวจสอบ (เดือนมีนาคม 2546) ซึ่งเหลือระยะเวลาเพียง 6 เดือน จะสิ้นสุดกำหนดระยะเวลาที่ได้ขยายไว้ (เดือนกันยายน 2546)  พบว่า การก่อสร้างยังมีความล่าช้าและมีแนวโน้มว่าจะไม่แล้วเสร็จตามแผนที่ได้ปรับใหม่ ตามรายละเอียดดังนี้

- โครงการที่ยังไม่ได้ดำเนินการจำนวน 1 โครงการ คือ โครงการชลประทานระบบท่อส่งน้ำบ้านบึงบอน จ.ตราด สาเหตุเพราะมีการแก้ไขแบบก่อสร้างใหม่  โดยแบบก่อสร้างเดิมที่บริษัทที่ปรึกษาได้ออกแบบไว้ ไม่สามารถดำเนินการก่อสร้างได้ในพื้นที่จริง  เพราะเจ้าของที่ดินไม่ยินยอมมอบพื้นที่ให้กรมชลประทาน

- โครงการที่อยู่ระหว่างก่อสร้างมีจำนวน 3 โครงการ  ได้แก่

·   โครงการชลประทานระบบท่อส่งน้ำนิคมสร้างตนเองลำโดมน้อย จ.อุบลราชธานี  ทำสัญญาเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2545 กำหนดแล้วเสร็จวันที่ 18 พฤษภาคม 2546   ตรวจพบว่า ผลการดำเนินงานล่าช้ากว่าแผนร้อยละ 45 

·   โครงการชลประทานระบบท่อส่งน้ำบ้าน วังคู จ.ฉะเชิงเทรา ทำสัญญาเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2545 กำหนดแล้วเสร็จวันที่ 26 กรกฎาคม 2546 ตรวจพบว่า ผลการดำเนินงานล่าช้า     กว่าแผนร้อยละ 66

·    โครงการชลประทานระบบท่อส่งน้ำเขื่อนศรีนครินทร์  จ.กาญจนบุรี    ทำสัญญาเมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2545 กำหนดแล้วเสร็จวันที่ 16 มีนาคม 2546  ตรวจพบว่า ผลการดำเนินงาน   ล่าช้ากว่าแผนร้อยละ 79 

สำหรับสาเหตุหลักที่ทำให้การก่อสร้างล่าช้าเกิดจากบริษัทผู้รับจ้างเข้าปฏิบัติงาน   ล่าช้าหรือนำเครื่องจักรเข้าทำงานต่ำกว่าจำนวนที่กำหนดไว้ในแผน  และบุคลากรของบริษัทผู้รับจ้างขาดความรู้ความชำนาญในการปฏิบัติงานก่อสร้างระบบท่อส่งน้ำ

- โครงการที่ก่อสร้างแล้วเสร็จมีจำนวน 6 โครงการ ได้แก่

·    โครงการชลประทานระบบท่อส่งน้ำบ้านดอนกอก จ.ขอนแก่น  ทำสัญญาเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2541 กำหนดแล้วเสร็จวันที่ 19 ตุลาคม 2542 ส่งมอบงานเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2544  ล่าช้ากว่าสัญญา 495 วัน 

·   โครงการชลประทานระบบท่อส่งน้ำบ้านกุดแคน จ.ขอนแก่น ทำสัญญาเมื่อวันที่ 16 มกราคม 2543 กำหนดแล้วเสร็จวันที่ 9 มกราคม 2544 ส่งมอบงานเมื่อวันที่ 13 กันยายน 2544  ล่าช้ากว่าสัญญา 247 วัน 

·    โครงการชลประทานระบบท่อส่งน้ำบ้านโนนฆ้อง จ.ขอนแก่น  ทำสัญญาเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2542 กำหนดแล้วเสร็จวันที่ 26 ตุลาคม 2543 ส่งมอบงานเมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2545  ล่าช้ากว่าสัญญา 511 วัน 

·   โครงการสูบน้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภคและเพื่อการเกษตร  อ.โนนสูง  จ.นครราชสีมา ทำสัญญาเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2543 กำหนดแล้วเสร็จวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2544 ส่งมอบงานเมื่อวันที่ 26 เมษายน 2544  ล่าช้ากว่าสัญญา 81 วัน 

·     โครงการชลประทานระบบท่อส่งน้ำห้วยโอตาลัต จ.ศรีสะเกษ  ทำสัญญาเมื่อวันที่ 22 มกราคม 2545 กำหนดแล้วเสร็จวันที่ 16 มกราคม 2546 ส่งมอบงานเมื่อวันที่ 30 มกราคม 2546  ล่าช้ากว่าสัญญา 14 วัน 

·    โครงการชลประทานระบบท่อส่งน้ำบ้านซำตาเรือง จ.จันทบุรี  ทำสัญญาเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2545 กำหนดแล้วเสร็จวันที่ 26 ตุลาคม 2545 ส่งมอบงานเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2545     ล่าช้ากว่าสัญญา 52 วัน 

จากข้อมูลข้างต้นแสดงให้เห็นว่าโครงการที่ก่อสร้างแล้วเสร็จล่าช้าค่อนข้างมากคือโครงการที่ดำเนินการใน จ.ขอนแก่น ทั้ง 3 โครงการ เนื่องจากมีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงแบบก่อสร้าง ผู้รับจ้างขาดสภาพคล่องทางการเงิน  และผู้รับจ้างนำเครื่องจักรเครื่องมือเพื่อทำงานต่ำกว่าจำนวนที่กำหนดไว้ในแผน ทำให้ไม่สามารถดำเนินการก่อสร้างได้แล้วเสร็จตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ในสัญญา ซึ่งผู้รับจ้างของแต่ละโครงการต้องจ่ายเงินค่าปรับให้แก่กรมชลประทาน ดังนี้

-  โครงการฯบ้านดอนกอก ผู้รับจ้างถูกปรับเป็นจำนวนเงิน         851,905.42    บาท

-  โครงการฯบ้านกุดแคน  ผู้รับจ้างถูกปรับเป็นจำนวนเงิน          989,740.98   บาท

-  โครงการฯบ้านโนนฆ้อง ผู้รับจ้างถูกปรับเป็นจำนวนเงิน      3,431,372.84   บาท

จากความล่าช้าของการก่อสร้างระบบท่อส่งน้ำและอาคารประกอบดังกล่าวข้างต้น ส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานโครงการ  สรุปได้ดังนี้ 

1.  ทำให้เกษตรกรกลุ่มเป้าหมายของโครงการเสียโอกาสในการใช้น้ำเพื่ออุปโภค-บริโภคและสร้างรายได้ ตามวัตถุประสงค์ที่โครงการกำหนดไว้

2.  ทำให้การบริหารงบประมาณของกรมชลประทานเป็นไปอย่างไม่มีประสิทธิภาพ เพราะมีการใช้จ่ายเงินงบประมาณไม่เป็นไปตามแผนที่กำหนดไว้ ต้องขอผูกพันข้ามปีงบประมาณถึงปีงบประมาณ 2546

3.  ทำให้ไม่สามารถทราบผลที่ได้รับจากโครงการทั้ง 10 โครงการ เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในการแก้ไขปรับปรุงการดำเนินงานโครงการในระยะที่ 2 ต่อไป

สาเหตุ ที่ทำให้การดำเนินงานก่อสร้างตามโครงการล่าช้ากว่าแผนที่กำหนดไว้ เนื่องจาก

1.  กลุ่มบริษัทที่ปรึกษาส่งมอบงานตามสัญญาล่าช้ากว่าแผนเดิมที่กำหนดให้ส่ง  ในเดือนธันวาคม 2540 แต่ส่งมอบงานทั้งหมดจริงเมื่อเดือนมีนาคม 2543 ล่าช้ากว่าแผนเดิมประมาณ 2 ปี 3 เดือน

2. ก่อนการดำเนินการก่อสร้าง เกษตรกรในพื้นที่โครงการไม่ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการสำรวจ หรือกำหนดแนวท่อส่งน้ำที่เหมาะสม และไม่ได้มีการจัดทำบันทึกยินยอมให้ใช้ที่ดินกับเจ้าของที่ดินที่จะต้องวางแนวท่อส่งน้ำผ่าน อีกทั้งในการจัดหาที่ดินเพื่อก่อสร้าง กรมชลประทานจะใช้วิธีการขอความร่วมมือในการใช้พื้นที่จากเจ้าของที่ดินโดยไม่มีการตั้งงบประมาณในส่วนของการจัดหาที่ดินเพื่อการก่อสร้าง ทำให้เกิดปัญหาในการขอใช้พื้นที่เพื่อก่อสร้าง เช่น  ต้องใช้เวลาในการติดต่อและทำความเข้าใจเพื่อขอใช้พื้นที่จากเจ้าของที่ดินทุกแปลงที่จะมีการวางแนวท่อส่งน้ำผ่านจนกว่าเจ้าของที่ดินจะลงชื่อยินยอมให้ใช้พื้นที่สำหรับก่อสร้างและใช้ประโยชน์ตลอดระยะเวลาของโครงการ 30 ปี จึงจะดำเนินการก่อสร้างได้ รวมทั้งเจ้าของที่ดินบางรายไม่ยินยอมให้ใช้พื้นที่สำหรับวางแนวท่อส่งน้ำ เนื่องจากเจ้าของที่ดินไม่เห็นประโยชน์ที่ตนจะได้รับ เพราะบริเวณพื้นที่ดังกล่าวไม่มีจุดจ่ายน้ำที่จะสามารถนำน้ำมาใช้ประโยชน์ได้ และไม่ได้รับเงินค่าชดเชยที่ดิน เจ้าของที่ดินจึงไม่ยอมให้ใช้พื้นที่  ส่งผลให้ต้องมีการปรับแบบเพื่อเปลี่ยนแปลงแนวท่อส่งน้ำใหม่ให้สามารถดำเนินการก่อสร้างได้

3. บริเวณที่จะก่อสร้างเป็นแปลงทำการเกษตรซึ่งอยู่ในช่วงฤดูเก็บเกี่ยวผลผลิต  ต้องรอให้เกษตรกรเก็บเกี่ยวผลผลิตเสร็จเรียบร้อยก่อนจึงจะสามารถก่อสร้างได้ ทำให้การก่อสร้างต้องหยุดชะงักหรือเลื่อนเวลาการก่อสร้างออกไป

4. บริษัทที่ปรึกษาออกแบบก่อสร้างโดยไม่สำรวจสภาพพื้นที่จริง เช่น การวางแนวท่อใกล้ปูชนียสถานที่สำคัญของวัด  ซึ่งต้องระเบิดหินในบริเวณดังกล่าวถึงจะวางแนวท่อได้ หรือออกแบบก่อสร้างไม่ตรงกับสภาพพื้นที่จริง ทำให้ต้องมีการแก้ไขแบบก่อสร้างใหม่

5. บางพื้นที่บริษัทผู้รับจ้างเข้าปฏิบัติงานก่อสร้างล่าช้า เช่น โครงการชลประทานระบบท่อส่งน้ำบ้านวังคู จ.ฉะเชิงเทรา หรือบางพื้นที่บริษัทผู้รับจ้างนำเครื่องจักรเครื่องมือเพื่อทำงานต่ำกว่าจำนวนที่กำหนดไว้ในแผนเช่น โครงการชลประทานระบบท่อส่งน้ำนิคมสร้างตนเองลำโดมน้อย จ.อุบลราชธานี  หรือบางพื้นที่บุคลากรของบริษัทผู้รับจ้างขาดความรู้ความชำนาญในการปฏิบัติงาน    ก่อสร้างระบบท่อส่งน้ำ เช่น โครงการชลประทานระบบท่อส่งน้ำเขื่อนศรีนครินทร์ จ.กาญจนบุรี รวมทั้งบางพื้นที่บริษัทผู้รับจ้างขาดสภาพคล่องทางการเงิน เช่น โครงการชลประทานระบบท่อส่งน้ำบ้านโนนฆ้อง จ.ขอนแก่น

6. วัสดุอุปกรณ์ที่สำคัญสำหรับการก่อสร้างบางประเภท เช่น มอเตอร์ปั้มน้ำ เป็นต้นต้องนำเข้าจากต่างประเทศ(ประเทศจีนหรือประเทศเยอรมัน)  ทำให้ต้องเสียเวลาในการจัดหา

7. บางพื้นที่เกิดอุทกภัยจึงไม่สามารถดำเนินการก่อสร้างได้ตามระยะเวลาที่แผนกำหนดไว้ เช่น โครงการสูบน้ำเพื่อการอุปโภค – บริโภค และการเกษตร อ.โนนสูง จ. นครราชสีมา

ข้อเสนอแนะ

ให้อธิบดีกรมชลประทานดำเนินการดังนี้

1.  สั่งการและติดตามให้สำนักชลประทานที่รับผิดชอบโครงการที่อยู่ระหว่างก่อสร้างควบคุมการดำเนินงานของผู้รับจ้างให้เป็นไปตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ในสัญญา เพื่อเกษตรกรจะได้ใช้ประโยชน์ตามวัตถุประสงค์ของโครงการ

2.  สั่งการและติดตามให้คณะกรรมการพิจารณาผลการประกวดราคาที่ได้รับการแต่งตั้งให้ความสำคัญหรือเคร่งครัดกับคุณสมบัติของบริษัทผู้รับจ้าง ให้เป็นไปตามที่กำหนดไว้ในประกาศประกวดราคา โดยเฉพาะในเรื่องประสบการณ์และผลงาน ที่ผ่านมา ความรู้ความชำนาญของบุคลากร  ความพร้อมของเครื่องมือเครื่องจักร รวมถึงฐานะทางการเงินของบริษัทผู้รับจ้างอย่างรอบคอบละเอียดถี่ถ้วน เพื่อเป็นการป้องกันและลดปัญหาเกี่ยวกับผู้รับจ้างที่มีศักยภาพไม่เพียงพอ ซึ่งจะส่งผลให้การดำเนินงานต่ำกว่ามาตรฐาน หรือผู้รับจ้างดำเนินการก่อสร้างไม่แล้วเสร็จตามสัญญา

3.  หากมีการดำเนินงานโครงการต่าง ๆ ในอนาคต ซึ่งมีกิจกรรมการดำเนินงานหลายกิจกรรมและแต่ละกิจกรรมมีความสอดคล้องและต่อเนื่องกัน เช่น กิจกรรมการจ้างที่ปรึกษาเพื่อสำรวจและออกแบบ กับกิจกรรมการก่อสร้าง เป็นต้น ควรมีการติดตามและเร่งรัดการดำเนินงานในแต่ละกิจกรรมหรือขั้นตอนให้เป็นไปตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ เพื่อให้การดำเนินงานโครงการในภาพรวมเป็นไปตามแผน  รวมทั้งในการสำรวจและออกแบบการก่อสร้างควรมีการประสานงานกับเกษตรกรหรือผู้นำชุมชนในพื้นที่ให้เข้ามามีส่วนร่วมในการสำรวจและกำหนดแนวท่อส่งน้ำที่เหมาะสม ตรงกับสภาพข้อเท็จจริงในพื้นที่และตรงกับความต้องการของเกษตรกร  เพื่อลดปัญหาการขอใช้พื้นที่จากเกษตรกร หรือต้องแก้ไขเปลี่ยนแปลงแบบใหม่

ข้อตรวจพบที่ 2 เกษตรกรไม่สามารถลงทุนก่อสร้างระบบจ่ายน้ำเพิ่มเติมต่อจากที่รัฐลงทุนให้ได้  โครงการชลประทานระบบท่อส่งน้ำ ได้กำหนดให้เกษตรกรผู้ได้รับประโยชน์ในพื้นที่เข้ามามีส่วนร่วมลงทุนในส่วนของงานก่อสร้างร่วมกับรัฐ  โดยตามนโยบายหรือเงื่อนไขของโครงการเกษตรกรต้องลงทุนก่อสร้างระบบจ่ายน้ำ (เช่น เครื่องสูบน้ำ ท่อจ่ายน้ำ สระรับน้ำในแปลง  และระบบให้น้ำแบบสปริงเกอร์ เป็นต้น) จนถึงแปลงของตนเองต่อจากที่รัฐลงทุนให้ (สถานีสูบน้ำ ระบบท่อจ่ายน้ำ สระรับน้ำ / จุดจ่ายน้ำ) ซึ่งบริษัทที่ปรึกษาคิดค่าใช้จ่ายในการพัฒนาระบบท่อเต็มรูปแบบไว้ประมาณ 11,650 บาท/ไร่  ประมาณร้อยละ 28 ของราคาโครงการ จากการตรวจสอบโครงการที่ดำเนินการล่าช้าค่อนข้างมากในจังหวัดขอนแก่นทั้ง 3 โครงการที่ตรวจพบนั้น มีข้อสังเกตว่าเกษตรกรไม่ได้มีส่วนร่วมลงทุนก่อสร้างตามนโยบายหรือเงื่อนไขของโครงการที่กรมชลประทานกำหนดไว้ เนื่องจากรัฐได้ลงทุนก่อสร้างระบบจ่ายน้ำให้ถึงแปลงของเกษตรกรแต่ละราย การดำเนินการดังกล่าวนอกจากจะเป็นการเอื้อประโยชน์โดยเฉพาะให้กับเกษตรกร  จ.ขอนแก่น มากกว่าเกษตรกรในพื้นที่โครงการของจังหวัดอื่นๆ แล้วยังเป็นการกระทำที่ไม่เสมอภาคเพราะไม่ได้มีการปฏิบัติในลักษณะเช่นนี้กับพื้นที่ในจังหวัดอื่นๆ และจากการตรวจสอบโครงการที่เกษตรกรต้องมีส่วนร่วมลงทุนก่อสร้างระบบจ่ายน้ำต่อจากที่รัฐลงทุนให้จำนวน 5 โครงการ ได้แก่ โครงการชลประทานระบบท่อส่งน้ำห้วยโอตาลัต  จ.ศรีสะเกษ โครงการชลประทานระบบท่อส่งน้ำเขื่อนศรีนครินทร์  จ.กาญจนบุรี โครงการชลประทานระบบท่อส่งน้ำบ้านซำตาเรือง จ.จันทบุรี    โครงการชลประทานระบบท่อส่งน้ำบ้านวังคู  จ.ฉะเชิงเทรา  และโครงการชลประทานระบบท่อส่งน้ำนิคมสร้างตนเองลำโดมน้อย  จ.อุบลราชธานี  พบว่า เกษตรกรไม่สามารถดำเนินการตามนโยบายหรือเงื่อนไขของโครงการซึ่งกรมชลประทานกำหนดไว้ได้ เนื่องจาก

- เกษตรกรส่วนใหญ่ไม่ทราบว่าจะต้องลงทุนก่อสร้างระบบจ่ายน้ำต่อจากที่รัฐลงทุนให้ จากการสุ่มตรวจเกษตรกรตามโครงการจำนวน 335 ราย ใน 5 โครงการที่กล่าวไว้ข้างต้น พบว่า มีเกษตรกรร้อยละ 86 ไม่ทราบเลยว่าจะต้องมีส่วนร่วมลงทุนก่อสร้างระบบจ่ายน้ำต่อจากที่รัฐลงทุนให้ ซึ่งจะต้องมีค่าใช้จ่ายสูงมาก (ประมาณ 11,650 บาท/ไร่)

- เกษตรกรส่วนใหญ่ไม่สามารถที่จะลงทุนก่อสร้างระบบจ่ายน้ำต่อจากที่รัฐลงทุนให้  จากการประมาณของบริษัทที่ปรึกษาระบุว่า เกษตรกรในพื้นที่โครงการจะต้องลงทุนระบบท่อส่งน้ำเพิ่มเติมต่อจากที่รัฐลงทุนให้แล้วประมาณ 11,650 บาท/ไร่ ซึ่งพิจารณาแล้วเห็นว่าค่าใช้จ่ายดังกล่าวค่อนข้างสูงและคาดว่าเกษตรกรในพื้นที่โครงการส่วนใหญ่ไม่สามารถที่จะจ่ายเงินจำนวนนี้ได้ เพราะจากการสัมภาษณ์ผู้บริหารองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) จำนวน 12 แห่ง พบว่า อบต. จำนวนถึง 11 แห่ง  เห็นว่าเกษตรกรในพื้นที่ไม่สามารถจะลงทุนก่อสร้างระบบจ่ายน้ำเพิ่มเติมต่อจากที่รัฐลงทุนให้ได้ และจากการสอบถามเกษตรกรจังหวัดจันทบุรีที่ทำสวนผลไม้จำนวน 40 ไร่ ซึ่งมีรายได้ต่อปีสูงถึง 300,000 บาท และถือว่าเกษตรกรกลุ่มนี้มีความพร้อมที่จะลงทุนก่อสร้างระบบจ่ายน้ำต่อจากส่วนที่รัฐลงทุนให้ได้มากที่สุด แต่ได้รับความเห็นในเรื่องนี้ว่าเต็มใจลงทุนระบบท่อส่งน้ำต่อจากที่รัฐลงทุนให้ได้สูงสุดไม่เกิน 1,000 บาท/ไร่ ซึ่งเป็นเพียงร้อยละ 8 ของค่าใช้จ่ายที่บริษัทที่ปรึกษาประมาณการไว้เท่านั้น หากต้องลงทุนสูงกว่านี้จะเปลี่ยนไปใช้วิธีการซื้อน้ำหรือขุดสระน้ำแบบเดิมจะคุ้มค่ากว่า

จากการที่เกษตรกรไม่สามารถลงทุนก่อสร้างระบบจ่ายน้ำเพิ่มเติมต่อจากที่รัฐลงทุนให้ได้ส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานโครงการ ดังนี้

1. เกษตรกรไม่สามารถนำน้ำไปใช้เพื่อการอุปโภค-บริโภคและเพื่อการเกษตรได้ หรือใช้ประโยชน์ได้ไม่เต็มที่ ทำให้การดำเนินงานโครงการไม่บรรลุผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ที่ต้องการเพิ่มรายได้และพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกรให้ดีขึ้น 

2. อาจเกิดการสูญเปล่าของงบประมาณการก่อสร้างในส่วนที่รัฐลงทุนไปแล้ว เนื่องจากเกษตรกรไม่ได้ใช้ประโยชน์จากโครงการ

สาเหตุที่เกษตรกรไม่สามารถลงทุนก่อสร้างระบบจ่ายน้ำเพิ่มเติมต่อจากที่รัฐลงทุนให้ได้ เนื่องจาก

1. ก่อนการดำเนินงานก่อสร้างตามโครงการกรมชลประทานไม่ได้ชี้แจงหรือ       ประชาสัมพันธ์รายละเอียดเงื่อนไขต่างๆ ให้เกษตรกรทราบ โดยเฉพาะเรื่องที่เกษตรกรจะต้องลงทุน  ก่อสร้างระบบจ่ายน้ำต่อจากที่รัฐได้ลงทุนให้แล้วซึ่งจะต้องจ่ายเป็นเงิน 11,650 บาท/ไร่ และเกษตรกรจะต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการโครงการเองด้วย

2. เกษตรกรส่วนใหญ่ไม่คุ้นเคยกับรูปแบบการมีส่วนร่วมในการลงทุนร่วมกับภาครัฐ  แต่จะคุ้นเคยกับงาน/โครงการที่ภาครัฐจัดสรรให้โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย

3. เกษตรกรบางพื้นที่มีข้อจำกัด เช่น มีฐานะยากจนขาดเงินทุน มีพื้นที่น้อยถ้าจะ     ลงทุนก็ไม่คุ้มค่ากับผลประโยชน์ที่จะได้รับ หรือบางแห่งขาดแคลนแรงงานในการทำการเกษตรเพราะแรงงานวัยทำงานเข้าไปทำงานในเมืองหมดมีแต่คนชราอยู่ในพื้นที่ รวมทั้งเกษตรกรบางพื้นที่มีที่ดินอยู่ห่างไกลจากจุดจ่ายน้ำ เป็นต้น

ข้อเสนอแนะ

ให้อธิบดีกรมชลประทานดำเนินการ ดังนี้

1.  สั่งการและติดตามให้สำนักชลประทานที่เกี่ยวข้อง ชี้แจงและประชาสัมพันธ์ในรูปแบบต่าง ๆ ให้เกษตรกรเข้าใจคุณค่าของน้ำว่า  ในอนาคตน้ำถือเป็นต้นทุนในการทำการเกษตรซึ่งเกษตรกรควรมีส่วนร่วมในค่าใช้จ่ายบางส่วนด้วย  โดยเฉพาะค่าดำเนินการสูบน้ำมาใช้เพื่อการเกษตรเพื่อให้เกษตรกรในพื้นที่โครงการได้มีความเข้าใจและยอมรับเงื่อนไขการมีส่วนร่วมในการลงทุนก่อสร้างระบบจ่ายน้ำเพิ่มเติมต่อจากที่รัฐลงทุนให้

2.  แต่งตั้งคณะทำงานเพื่อพิจารณาหาแนวทางในการแก้ไขปัญหากรณีเกษตรกร    ไม่สามารถมีส่วนร่วมลงทุนระบบจ่ายน้ำเพิ่มเติมต่อจากการลงทุนของภาครัฐ เช่น การช่วยเหลือด้านเงินทุนแก่เกษตรกร โดยการสนับสนุนและส่งเสริมให้มีการจัดตั้งกองทุนหรือมีการออกแบบระบบจ่ายน้ำให้กับเกษตรกรโดยใช้วัสดุ อุปกรณ์ ที่มีต้นทุนไม่สูงเกินไปแต่สามารถส่งน้ำได้ เป็นต้น เพื่อให้เกษตรกรสามารถลงทุนก่อสร้างระบบส่งน้ำเพิ่มเติมต่อจากที่รัฐได้ลงทุนไว้แล้วได้

ข้อตรวจพบที่ 3 องค์กรกลุ่มผู้ใช้น้ำ (เกษตรกร) และองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ขาดความพร้อมในการบริหารจัดการโครงการภายหลังการก่อสร้างแล้วเสร็จ 

กรมชลประทานได้กำหนดหลักเกณฑ์การบริหารจัดการโครงการภายหลังโครงการแล้วเสร็จ  โดยให้เป็นหน้าที่และความรับผิดชอบขององค์กรกลุ่มผู้ใช้น้ำและองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) สอดคล้องกับนโยบายตาม พรบ. กระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นปี 2542 ดังนี้

องค์กรกลุ่มผู้ใช้น้ำ

- จะต้องมีส่วนร่วมดำเนินการพิจารณาออกแบบวางแผนก่อสร้าง  จัดทำรายชื่อสมาชิก  คัดเลือกคณะกรรมการกลุ่มผู้ใช้น้ำ จัดทำระเบียบข้อบังคับต่างๆ ทั้งการจัดสรรน้ำ การบำรุงรักษาระบบชลประทาน และกำหนดค่ากระแสไฟฟ้าในการสูบน้ำและค่าบำรุงรักษาก่อนที่โครงการจะแล้วเสร็จ 

- หลังจากโครงการก่อสร้างแล้วเสร็จจะต้องบริหารจัดการด้านการจัดสรรและการแจกจ่ายน้ำ การใช้งานและบำรุงรักษาซ่อมแซมสถานีสูบน้ำ ระบบท่อส่งน้ำและระบบท่อจ่ายน้ำที่เป็นส่วนรวมของโครงการ รวมทั้งค่ากระแสไฟฟ้าในการสูบน้ำและค่าซ่อมแซมบำรุงรักษา

องค์การบริหารส่วนตำบล.

- จะต้องรับโอนอาคาร-สิ่งก่อสร้างตามโครงการจากกรมชลประทานหลังการก่อสร้างของโครงการแล้วเสร็จ

- จะต้องทำหน้าที่ควบคุม ดูแล ร่วมกับองค์กรกลุ่มผู้ใช้น้ำในการบำรุงรักษาอาคาร-สิ่งก่อสร้างตามโครงการนี้ต่อไป

จากการตรวจสอบพบว่า ทั้งองค์กรกลุ่มผู้ใช้น้ำ และ อบต. ขาดความพร้อมในการบริหารจัดการ ดูแล และบำรุงรักษาอาคาร-สิ่งก่อสร้างตามโครงการ ดังนี้

1. องค์กรกลุ่มผู้ใช้น้ำขาดความพร้อม ดังนี้

จากการตรวจสอบการจัดตั้งองค์กรกลุ่มผู้ใช้น้ำในพื้นที่ดำเนินโครงการระหว่างเดือนธันวาคม 2545 - มกราคม 2546 โครงการที่ตรวจสอบทั้งหมด 9 โครงการ มีถึง 7 โครงการที่ยังไม่มีการจัดตั้งกลุ่มผู้ใช้น้ำซึ่งทั้ง 9 โครงการไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กรมชลประทานกำหนดไว้ เช่น

-   โครงการที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างจำนวน 3 โครงการ ได้แก่ โครงการชลประทานระบบท่อส่งน้ำนิคมสร้างตนเองลำโดมน้อย จ.อุบลราชธานี  โครงการชลประทานระบบท่อส่งน้ำบ้าน วังคู จ.ฉะเชิงเทรา  และโครงการชลประทานระบบท่อส่งน้ำเขื่อนศรีนครินทร์  จ.กาญจนบุรี  ยังไม่มีการจัดตั้งกลุ่มผู้ใช้น้ำเพื่อดำเนินการตามหลักเกณฑ์ที่กรมชลประทานกำหนด

-   โครงการที่ก่อสร้างแล้วเสร็จจำนวน 6 โครงการ มีจำนวนถึง 4 โครงการที่ยังไม่มีการจัดตั้งกลุ่มผู้ใช้น้ำ ได้แก่ โครงการชลประทานระบบท่อส่งน้ำบ้านโนนฆ้อง จ.ขอนแก่น   โครงการสูบน้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภคและเพื่อการเกษตร อ.โนนสูง  จ.นครราชสีมา  โครงการชลประทานระบบท่อส่งน้ำบ้านทับทิมสยาม (โอตาลัต) จ.ศรีสะเกษ  และโครงการชลประทานระบบท่อส่งน้ำบ้านซำตาเรือง จ.จันทบุรี

สำหรับ 2 โครงการที่มีการจัดตั้งกลุ่มผู้ใช้น้ำแล้ว คือ โครงการชลประทานระบบท่อส่งน้ำบ้านดอนกอก จ.ขอนแก่น  และโครงการชลประทานระบบท่อส่งน้ำบ้านกุดแคน จ.ขอนแก่น  ทั้ง 2 โครงการกลุ่มผู้ใช้น้ำยังขาดความพร้อมในการบริหารจัดการโครงการ โดยยังไม่มีการร่างระเบียบข้อบังคับต่าง ๆ ในการบริหารจัดการ รวมทั้งการจัดเก็บค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กรมชลประทานกำหนดแต่อย่างใด

จากการศึกษาของบริษัทที่ปรึกษาได้ประมาณการค่าใช้จ่ายขององค์กรกลุ่มผู้ใช้น้ำของแต่ละโครงการจะมีค่ากระแสไฟฟ้าในการสูบน้ำและค่าบำรุงรักษาเฉลี่ยประมาณ 4 ล้านบาท/ ปี  หรือเกษตรกรแต่ละรายมีค่าใช้จ่ายสำหรับค่ากระแสไฟฟ้าในการสูบน้ำและค่าบำรุงรักษาเฉลี่ยประมาณ 1,396 บาท/ไร่/ปี ซึ่งจากการสอบถามเกษตรกรในพื้นที่โครงการจำนวน 709 ราย เกี่ยวกับความเต็มใจที่จะจ่ายค่าใช้จ่ายดังกล่าว พบว่าเกษตรกรเกินกึ่งหนึ่งไม่เต็มใจที่จะจ่ายเงินค่าใช้น้ำของโครงการ เพราะเคยชินกับระบบที่รัฐให้เปล่าตลอดมา  สำหรับเกษตรกรที่มีความเต็มใจจะจ่ายค่าใช้จ่ายดังกล่าว  ก็พบว่าเกษตรกรสามารถจ่ายค่าใช้จ่ายเป็นค่าดำเนินการสูบน้ำสูงสุดได้ไม่เกิน 200 บาท/ไร่/ปี หรือคิดเป็นเพียงร้อยละ 14 ของค่าใช้จ่ายที่ที่ปรึกษาได้ประมาณการไว้  (200  : 1,376 บาท/ไร่/ปี)

2. องค์การบริหารส่วนตำบลขาดความพร้อม ดังนี้

จากการสอบถามหัวหน้าโครงการชลประทานจังหวัด เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบ และผู้จัดการโครงการ จำนวน 34 ราย เห็นว่า อบต.ในพื้นที่โครงการขาดความพร้อมที่จะบริหารจัดการ ดูแลสิ่งก่อสร้างตามโครงการภายหลังโครงการแล้วเสร็จ เนื่องจากไม่มีงบประมาณและบุคลากร  ที่จะใช้ในการดำเนินการและจากการสอบถามผู้บริหาร อบต.จำนวน 12 แห่งในพื้นที่โครงการทั้งหมดสรุปได้ว่า อบต. จำนวน 11 แห่ง คิดเป็นร้อยละ 92 ยังไม่มีความพร้อมที่จะรับโอนโครงการจากกรมชลประทาน เนื่องจาก

- กรมชลประทานไม่ได้แจ้งข้อมูลเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายของโครงการในส่วนของ อบต. ต้องรับผิดชอบ ได้แก่ ค่าซ่อมแซมและบำรุงรักษา ค่าบริหารจัดการ และค่าจ้างเจ้าหน้าที่ในการดูแลเครื่องจักรอุปกรณ์ต่าง ๆ

 - อบต. ส่วนใหญ่อยู่ในชั้น 5 ซึ่งมีรายได้น้อย และมีค่าใช้จ่ายที่จำเป็นในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้กับประชากรในพื้นที่ จึงไม่มีเงินงบประมาณเพียงพอเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในโครงการนี้

- อบต. ขาดบุคลากรที่มีความรู้ความชำนาญเกี่ยวกับระบบการส่งน้ำซึ่งจะต้องทำหน้าที่ดูแลอาคาร-สิ่งก่อสร้างตามโครงการนี้ต่อไป

จากการที่องค์กรกลุ่มผู้ใช้น้ำ (เกษตรกร) และองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ขาดความพร้อมในการบริหารจัดการโครงการภายหลังการก่อสร้างแล้วเสร็จส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานโครงการ ดังนี้

1. กรณีองค์กรกลุ่มผู้ใช้น้ำ (เกษตรกร) ไม่สามารถรับผิดชอบค่ากระแสไฟฟ้าในการสูบน้ำและค่าซ่อมแซมบำรุงรักษาหรือรับผิดชอบได้เพียงบางส่วน  อาจเป็นภาระต่องบประมาณของประเทศต่อไป เนื่องจากรัฐต้องจัดสรรงบประมาณเพื่อสนับสนุนค่าใช้จ่ายขององค์กรกลุ่มผู้ใช้น้ำ (เกษตรกร)

2. กรณี อบต. ขาดความพร้อมในการดูแลรักษา อาคาร-สิ่งก่อสร้างตามโครงการนี้จึงทำให้ไม่ได้ใช้ประโยชน์จากโครงการส่งผลให้สิ่งก่อสร้างตามโครงการเกิดการชำรุดเสียหายหรือเสื่อมสภาพก่อนกำหนด

3. อาจเกิดการสูญเปล่าของงบประมาณการก่อสร้างในส่วนที่รัฐได้ลงทุนไปแล้ว เพราะเกษตรกรไม่ได้ใช้ประโยชน์จากโครงการนี้

สาเหตุที่องค์กรกลุ่มผู้ใช้น้ำ (เกษตรกร) และองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.)ขาดความพร้อมในการบริหารจัดการโครงการภายหลังการก่อสร้างแล้วเสร็จ  เนื่องจาก

1. ในขั้นตอนการศึกษาความเหมาะสมของโครงการ บริษัทที่ปรึกษาไม่ได้ศึกษาหรือสำรวจความพร้อมของเกษตรกรและอบต.ในพื้นที่โครงการ ว่าจะสามารถบริหารจัดการโครงการ   ในช่วงใช้งานภายหลังโครงการก่อสร้างแล้วเสร็จได้หรือไม่ มากน้อยเพียงใด

2. ในขั้นตอนการออกแบบของบริษัทที่ปรึกษา เกษตรกรและอบต.ในพื้นที่โครงการไม่ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการพิจารณาเลือกรูปแบบหรือเทคโนโลยีที่จะใช้ในการก่อสร้าง  ที่เหมาะสมกับความสามารถในการบริหารจัดการและดูแลรักษา  ทำให้ได้ระบบท่อส่งน้ำและอาคารประกอบที่ออกแบบตามโครงการที่ใช้เทคโนโลยีสูง มีความสลับซับซ้อน มีต้นทุนค่าใช้จ่ายในส่วนของค่ากระแสไฟฟ้าในการสูบน้ำและซ่อมแซมบำรุงรักษาสูง และการดูแลบำรุงรักษาทำได้ยากเกินกว่าศักยภาพขององค์กรกลุ่มผู้ใช้น้ำและอบต.ในพื้นที่โครงการจะบริหารจัดการและดูแลรักษาเองได้

 3. การกำหนดหลักเกณฑ์หรือแนวทางในการบริหารจัดการโครงการภายหลังการก่อสร้างแล้วเสร็จไม่ชัดเจนและเป็นไปอย่างล่าช้า ทำให้เจ้าหน้าที่ของโครงการชลประทานจังหวัดขาดข้อมูลที่จะนำไปชี้แจงทำความเข้าใจกับเกษตรกร เพื่อให้เกษตรกรได้ใช้ประกอบตัดสินใจเข้าร่วมเป็นสมาชิกขององค์กรกลุ่มผู้ใช้น้ำ  เช่น ข้อมูลค่าใช้จ่ายที่เกษตรกรต้องรับผิดชอบทั้งที่เป็นค่ากระแสไฟฟ้าและค่าซ่อมแซมบำรุงรักษา และหน้าที่ความรับผิดชอบในการบริหารจัดการโครงการ เป็นต้น ทำให้ไม่สามารถดำเนินการจัดตั้งองค์กรกลุ่มผู้ใช้น้ำได้ รวมทั้งขาดข้อมูลที่จะชี้แจงให้อบต.ทราบเพื่อเตรียมความพร้อมในการรับโอนอาคาร - สิ่งก่อสร้างตามโครงการ  เช่น ระยะเวลาในการถ่ายโอนโครงการ เงื่อนไขการถ่ายโอน และหน้าที่ความรับผิดชอบของ อบต.เป็นต้น ทำให้ อบต.ไม่ได้มีการเตรียมความพร้อมในการรับการถ่ายโอนโครงการต่อไป 

ข้อเสนอแนะ

ให้อธิบดีกรมชลประทานดำเนินการดังนี้

1.  สั่งการและติดตามให้หัวหน้าโครงการชลประทานจังหวัด เร่งรัดการจัดตั้งองค์กรกลุ่มผู้ใช้น้ำให้แล้วเสร็จโดยเร็ว และประสานงานกับหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมส่งเสริมสหกรณ์ ให้ช่วยฝึกอบรม ในการบริหารจัดการกลุ่มผู้ใช้น้ำ เพื่อให้คณะกรรมการบริหารขององค์กรกลุ่มผู้ใช้น้ำและเกษตรกรสมาชิกในกลุ่มได้มีความรู้ในการบริหารจัดการองค์กรให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์การบริหารจัดการโครงการตามที่กรมชลประทานกำหนดไว้

2.  สั่งการและติดตามให้หัวหน้าโครงการชลประทานจังหวัด ดำเนินการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่หรือบุคลากรของ อบต.ให้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการซ่อมแซมและดูแลรักษาสิ่งก่อสร้างตามโครงการ ก่อนถ่ายโอนอาคารสิ่งก่อสร้างตามโครงการให้กับ อบต. และเมื่อถ่ายโอนโครงการไปแล้วในช่วง 1 – 2 ปีแรก  เจ้าหน้าที่ของโครงการชลประทานจังหวัดควรเข้าไปเป็นที่ปรึกษาในการให้คำแนะนำแก่ อบต.อย่างใกล้ชิดสม่ำเสมอและต่อเนื่องจนกว่า อบต. จะดำเนินการเองได้

3.  ภายหลังจากการดำเนินงานในส่วนของโครงการนำร่องแล้วเสร็จ ก่อนที่กรมชลประทานจะขยายการดำเนินงานในระยะที่ 2 ต่อไป ควรจะมีการติดตามประเมินผลการดำเนินงานของโครงการอย่างต่อเนื่อง โดยเปรียบเทียบระบบส่งน้ำตามโครงการกับการส่งน้ำด้วยระบบคลองส่งน้ำแบบเดิม ในเรื่องของ ต้นทุนค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานกับประโยชน์ที่เกษตรกรจะได้รับ เพื่อเป็นข้อมูลในการตัดสินใจเลือกใช้ระบบส่งน้ำที่เหมาะสม สามารถจัดสรรน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล และมีผลประโยชน์ในการเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรที่คุ้มค่ากับการลงทุน เพราะน้ำเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่าและหาได้ยากในอนาคต และให้สำนัก/กอง ที่เกี่ยวข้องทบทวนการออกแบบโครงการให้มีความเหมาะสมกับการใช้งานขององค์กรกลุ่มผู้ใช้น้ำ (เกษตรกร) และ อบต. ที่จะรับการถ่ายโอนโครงการ  โดยคำนึงถึงค่าใช้จ่ายในส่วนของค่ากระแสไฟฟ้าและค่าซ่อมแซมบำรุงรักษาในช่วงของการใช้งานต่อไปด้วย

4.  หากมีการดำเนินงานโครงการอื่นของกรมชลประทาน  ที่มีกิจกรรมหลักประการหนึ่งที่สำคัญคือการจ้างที่ปรึกษาเพื่อศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ (Feasibility Study) กรมชลประทานจะต้องให้ความสำคัญกับการกำหนดรายละเอียดของข้อกำหนดขอบเขตการศึกษา (Term of Reference : TOR) ในประเด็น วัตถุประสงค์ของการจ้างที่ปรึกษา ขอบเขตการปฏิบัติงานของที่ปรึกษา ผลงานที่ได้รับจากการจ้างที่ปรึกษา เป็นต้น ให้มีความละเอียดรอบคอบและชัดเจน โดยเฉพาะผลงานที่ได้รับจากการจ้างที่ปรึกษาควรจะต้องสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้คุ้มค่าตรงตามวัตถุประสงค์ของโครงการนอกจากนี้การมีส่วนร่วมของเกษตรกรก็เป็นปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งที่ส่งผลต่อความสำเร็จของโครงการฉะนั้นควรมีการกำหนดรายละเอียดของ TOR ที่เกี่ยวข้องกับการมีส่วนร่วมของเกษตรกรไว้ด้วย  นอกจากนั้นควรมีการกำหนดจำนวนเกษตรกรขั้นต่ำที่ใช้ในการสุ่มตัวอย่างของโครงการ เพื่อให้ สามารถอ้างอิงได้ในทางสถิติ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการตัดสินใจเลือกโครงการให้เหมาะสมและคุ้มค่าต่อไป อย่างไรก็ตามวิธีการช่วยเหลือเกษตรกรกลุ่มเป้าหมายของโครงการจะต้องดำเนินการอย่างเสมอภาคและเป็นธรรม

ข้อตรวจพบที่ 4 ระบบท่อส่งน้ำและอาคารประกอบที่ก่อสร้างแล้วเสร็จส่วนใหญ่ยังไม่มีการใช้ประโยชน์ตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ การดำเนินงานโครงการนี้มีวัตถุประสงค์สำคัญ   เพื่อยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตของเกษตรกร โดยให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนรูปแบบการผลิตจากเพื่อการยังชีพไปสู่การผลิตในเชิงพาณิชย์มากขึ้น โดยภายใน 2 ปีแรกที่โครงการ   แล้วเสร็จ กรมชลประทานจะรับผิดชอบค่ากระแสไฟฟ้าในการสูบน้ำและค่าซ่อมแซมและบำรุงรักษาทั้งหมด หลังจากนั้นในปีที่ 3- 4  องค์กรกลุ่มผู้ใช้น้ำ (เกษตรกร ) ต้องร่วมรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในสัดส่วนร้อยละ 20 และ 50  ตามลำดับ และตั้งแต่ปีที่ 5 เป็นต้นไป องค์กรกลุ่มผู้ใช้น้ำจะเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมด นี่คือเกณฑ์ที่กำหนดไว้ แต่จากการตรวจสอบโครงการที่ก่อสร้างแล้วเสร็จ ประมาณ 1-2 ปี มีทั้งหมดจำนวน 4 โครงการ (จังหวัดขอนแก่นจำนวน 3 โครงการ และจังหวัดนครราชสีมา 1 โครงการ) ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เกษตรกรไม่ต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายต่างๆ ในช่วง 2 ปีแรกนั้น พบว่า มีจำนวน 2 โครงการ คือ โครงการชลประทานระบบท่อส่งน้ำบ้านโนนฆ้อง จ.ขอนแก่น และโครงการสูบน้ำเพื่อการอุปโภค – บริโภคและการเกษตร อ.โนนสูง จ.นครราชสีมา ที่ยังไม่มีการสูบน้ำให้เกษตรกรใช้ประโยชน์ตามวัตถุประสงค์ของโครงการ ส่วนอีก 2 โครงการ เกษตรกรส่วนใหญ่ไม่ได้ใช้น้ำจากโครงการให้เกิดประโยชน์ตามวัตถุประสงค์  ได้แก่  โครงการชลประทานระบบท่อส่งน้ำบ้านกุดแคน จ.ขอนแก่น และโครงการชลประทานระบบท่อส่งน้ำบ้านดอนกอก จ.ขอนแก่น ตามรายละเอียดดังนี้

1. โครงการที่ยังไม่มีการสูบน้ำให้เกษตรกรใช้ประโยชน์ตามวัตถุประสงค์จำนวน 2 โครงการ คือ

- โครงการชลประทานระบบท่อส่งน้ำบ้านโนนฆ้อง  จ.ขอนแก่น  ใช้งบประมาณก่อสร้างจำนวน 51.21 ล้านบาท ก่อสร้างแล้วเสร็จและส่งมอบงานเมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2545 พบว่าขณะเข้า      ตรวจสอบ (เดือนกุมภาพันธ์ 2546) หรือก่อสร้างเสร็จประมาณ 1 ปี  แล้วยังไม่มีการสูบน้ำไปยังพื้นที่      โครงการ  เนื่องจากสิ่งก่อสร้างที่สำคัญคือ ท่อส่งน้ำหลักแตกเสียหาย และอาคารหัวจ่ายน้ำชำรุด จำนวน  8 หัวจ่าย  ตั้งแต่เดือนเมษายน 2545 ซึ่งเจ้าหน้าที่กรมชลประทานได้แจ้งให้ผู้รับจ้างมาแก้ไขแล้วแต่ขณะตรวจสอบ ยังใช้งานไม่ได้

- โครงการสูบน้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภคและการเกษตร อ.โนนสูง จ.นครราชสีมา      ใช้งบประมาณก่อสร้างจำนวน 51.56 ล้านบาท ก่อสร้างแล้วเสร็จและส่งมอบงานเมื่อวันที่ 26 เมษายน 2544 โดยสูบน้ำจากโรงสูบน้ำ ณ ฝายบ้านเหมต่ำ ไปปล่อยยังอ่างเก็บน้ำบึงดอนหวาย ความยาวท่อ 9.6 กิโลเมตร  พบว่า ตั้งแต่โครงการก่อสร้างแล้วเสร็จและส่งมอบงานเดือนเมษายน 2544 จนถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2546 รวมประมาณ 2 ปี   ยังไม่มีการสูบน้ำตามวัตถุประสงค์หลักของโครงการแต่อย่างใด และโครงการนี้ มีข้อสังเกตว่าชื่อ โครงการไม่เกี่ยวข้องกับระบบท่อส่งน้ำแต่อย่างใด  เพราะไม่อยู่ในการศึกษาความเหมาะสมของที่ปรึกษา แต่กรมชลประทานได้เพิ่มเข้าไปเป็นหนึ่งในโครงการนำร่องตามนโยบายของรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในขณะนั้น เพื่อต้องการแก้ปัญหาให้กับเกษตรกรที่ขาดแคลนน้ำ

2. โครงการที่ได้มีการสูบน้ำไปยังพื้นที่โครงการแต่เกษตรกรส่วนใหญ่ไม่ได้ใช้น้ำให้เกิดประโยชน์ตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ ทั้งที่ไม่ต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายใดๆ ในระยะ 2 ปีแรกจำนวน 2 โครงการ คือ

- โครงการชลประทานระบบท่อส่งน้ำบ้านดอนกอก อ.หนองเรือ  จ.ขอนแก่น  ใช้งบประมาณก่อสร้างจำนวน 27.73 ล้านบาท ก่อสร้างแล้วเสร็จและส่งมอบงานเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2544 เริ่มมีการใช้ประโยชน์เมื่อระยะเวลาผ่านไปประมาณ 1 ปี คือ ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ – มิถุนายน 2545   จากการสอบถามเกษตรกรตามโครงการจำนวน 49 ราย พบว่ามีเกษตรกรเพียง 5 รายเท่านั้นคิดเป็นร้อยละ 10 ของเกษตรกรที่สอบถามที่ได้นำน้ำไปใช้ประโยชน์เพื่อปรับเปลี่ยนรูปแบบการผลิตตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ ทั้งที่ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด

- โครงการชลประทานระบบท่อส่งน้ำบ้านกุดแคน  อ.หนองเรือ  จ.ขอนแก่น  ใช้งบประมาณก่อสร้างจำนวน 55.83 ล้านบาท ก่อสร้างแล้วเสร็จและส่งมอบงานเมื่อวันที่ 13 กันยายน 2544  แต่เริ่มมีการใช้ประโยชน์เมื่อผ่านไปประมาณ 10 เดือน คือช่วงเดือนกรกฎาคม - สิงหาคม 2545  จากการสอบถามเกษตรกรตามโครงการจำนวน 34 ราย พบว่ามีเกษตรกรเพียง 3 รายเท่านั้น คิดเป็นร้อยละ 8 ของเกษตรกรที่สอบถามที่ได้นำน้ำไปใช้ประโยชน์เพื่อปรับเปลี่ยนรูปแบบการผลิตตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ ทั้งที่ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด

จากการที่ระบบท่อส่งน้ำและอาคารประกอบที่ก่อสร้างแล้วเสร็จส่วนใหญ่ยังไม่มีการใช้ประโยชน์ตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ ส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานโครงการ ดังนี้

1. โครงการที่ก่อสร้างเสร็จแล้วทั้ง 4 โครงการ คิดเป็นงบประมาณจำนวน 186.33 ล้านบาท อาจเกิดการสูญเปล่าเพราะไม่ได้ใช้ประโยชน์หรือใช้ประโยชน์ไม่ตรงตามวัตถุประสงค์

2. เกษตรกรส่วนใหญ่ไม่ได้มีรายได้เพิ่มขึ้นตามวัตถุประสงค์ของโครงการที่กำหนดไว้

3. ทำให้อุปกรณ์ระบบท่อส่งน้ำและอาคารประกอบบางส่วนที่ก่อสร้างแล้วเสร็จ และไม่ได้ใช้ประโยชน์เกิดการชำรุดเสียหายหรือเสื่อมสภาพก่อนอายุการใช้งานจริงได้

4. กรณีโครงการที่ก่อสร้างแล้วเสร็จแต่ระบบท่อส่งน้ำเกิดชำรุดเสียหายทำให้เกษตรกรไม่สามารถใช้ประโยชน์จากระบบท่อส่งน้ำได้ จะส่งผลให้เกษตรกรขาดความเชื่อมั่นในการดำเนินงานโครงการของรัฐ

สำหรับสาเหตุที่ระบบท่อส่งน้ำและอาคารประกอบที่ก่อสร้างแล้วเสร็จ ส่วนใหญ่ยังไม่มีการใช้ประโยชน์ตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ เกิดจากระบบท่อส่งน้ำที่ก่อสร้างเสร็จแล้วเกิดความชำรุดเสียหายจนไม่สามารถส่งน้ำไปยังพื้นที่โครงการเพื่อใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ  ได้แก่ โครงการทั้ง 3 แห่ง ที่ดำเนินการใน จ.ขอนแก่น  (โครงการชลประทานระบบท่อส่งน้ำบ้านโนนฆ้อง บ้านกุดแคน และบ้านดอนกอก)     โดยเฉพาะโครงการชลประทานระบบท่อส่งน้ำบ้านโนนฆ้อง  ซึ่งเจ้าหน้าที่ของกรมชลประทานให้ข้อมูลว่าไม่ได้มีการทดลองระบบท่อส่งน้ำให้เต็มทั้งระบบขณะทำการตรวจรับงานเมื่อเดือนมีนาคม 2545 เนื่องจากเกิดฝนทิ้งช่วง ทำให้แหล่งน้ำต้นทุน คือ เขื่อนอุบลรัตน์มีระดับน้ำต่ำกว่าร่องชักน้ำหน้าโรงสูบ ต่อมาภายหลังที่ได้ทำการตรวจรับงานแล้วจึงกลับมาทดลองเต็มระบบ ปรากฏว่าระบบท่อส่งน้ำชำรุดเสียหายใช้งานไม่ได้ และขณะตรวจสอบก็ยังใช้งานไม่ได้ รวมทั้งสาเหตุที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ เกษตรกรในพื้นที่โครงการส่วนใหญ่มีฐานะยากจนขาดเงินทุน ขาดแคลนแรงงานในการทำการเกษตร และเคยชินกับการเพาะปลูกรูปแบบเดิมๆ

ข้อเสนอแนะ

ให้อธิบดีกรมชลประทานดำเนินการดังนี้

1.  สั่งการและติดตามให้หัวหน้าโครงการชลประทานจังหวัด ซึ่งรับผิดชอบในการจัดสรรน้ำและการบำรุงรักษา ตรวจสอบอุปกรณ์ต่าง ๆ ของโครงการทั้งหมดอย่างสมำเสมอและต่อเนื่องเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาอุปกรณ์ชำรุดเสียหายจนไม่สามารถส่งน้ำไปยังพื้นที่เพาะปลูกของเกษตรกรตามวัตถุประสงค์ได้

2.  ประสานงานกับหน่วยงานที่จะช่วยสนับสนุนเกษตรกรให้มีรายได้เพิ่มขึ้น เช่น กรมส่งเสริมการเกษตร กรมพัฒนาที่ดิน และกรมวิชาการเกษตร เป็นต้น เพื่อให้การสนับสนุนเกี่ยวกับความรู้ในด้านการผลิต การบำรุงรักษาดิน และการคัดเลือกเมล็ดพันธุ์พืชที่มีคุณภาพ เพื่อเป็นการจูงใจเกษตรกรในพื้นที่โครงการให้มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการผลิตไปสู่การผลิตเชิงพาณิชย์และมีรายได้เพิ่มขึ้นตามวัตถุประสงค์โครงการ

3.  สั่งการและติดตามให้หัวหน้าโครงการชลประทานจังหวัดหรือเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งรับผิดชอบพื้นที่การดำเนินงานของโครงการ ติดตามการใช้ประโยชน์จากระบบท่อส่งน้ำตามโครงการอย่างสม่ำเสมอ รวมทั้งประสานงานกับผู้รับผิดชอบในการประเมินผลการดำเนินงานของโครงการว่ามีความคุ้มค่าหรือไม่ เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการปรับปรุงการดำเนินงานโครงการลักษณะนี้ในอนาคต                 

4.  สำหรับโครงการที่จะดำเนินงานในระยะที่ 2 ควรให้ความสำคัญกับการคัดเลือก  พื้นที่ดำเนินการโครงการให้เหมาะสม  โดยคำนึงถึงความพร้อมของเกษตรกรในการ ปรับเปลี่ยนรูปแบบการผลิตทางการเกษตรไปในเชิงพาณิชย์ เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของโครงการ นอกจากนี้ในการแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจรับงานควรมีผู้ที่มีความรู้ความชำนาญเกี่ยวกับระบบท่อส่งน้ำร่วมด้วย และจะต้องทำการทดลองระบบท่อส่งน้ำให้เรียบร้อยก่อนที่จะรับงานด้วย ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าระบบท่อส่งน้ำที่ผ่านการตรวจรับแล้วจะสามารถส่งน้ำไปยังพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพและไม่เกิดความเสียหายในภายหลัง

ความเห็นของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินต่อโครงการชลประทานระบบท่อส่งน้ำ

โครงการชลประทานระบบท่อส่งน้ำ มีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนการผลิตจากเกษตรเชิงเดี่ยวไปสู่การเกษตรเชิงพาณิชย์ เพื่อให้มีรายได้เพิ่มขึ้น  ประกอบด้วย  10 โครงการนำร่อง (Pilot Project)  ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 50,000 ไร่ มีแผนการใช้งบประมาณจำนวน 1,060 ล้านบาท เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาขยายโครงการในระยะที่ 2 ให้ครบ 1 ล้านไร่ มีแผนการใช้งบประมาณจำนวน 28,000 ล้านบาทต่อไป 

สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินได้ตรวจสอบโครงการนี้ในปีงบประมาณ 2546 เห็นว่าหากจะมีการขยายโครงการในระยะที่ 2 ต่อไป จะต้องคำนึงถึงปัจจัยต่างๆ ที่สำคัญ ที่มีผลต่อความสำเร็จตามวัตถุประสงค์ของโครงการ ดังนี้

1.   เกษตรกรในพื้นที่โครงการต้องมีส่วนร่วมในการตัดสินใจเพื่อเข้าร่วมโครงการ โดยเกษตรกรต้องทราบข้อมูลที่สำคัญที่มีผลต่อการตัดสินใจ โดยเฉพาะ  ประมาณการค่าใช้จ่ายค่ากระแสไฟฟ้าในการสูบน้ำและค่าซ่อมแซมและบำรุงรักษา  ค่าใช้จ่ายในการลงทุนระบบจ่ายน้ำเพิ่มเติมต่อจากที่รัฐลงทุนให้ ความเต็มใจและความพร้อมของเกษตรกรที่จะปรับเปลี่ยนการผลิตจากเกษตรเชิงเดี่ยวไปสู่การเกษตรเชิงพาณิชย์

2.   องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่โครงการ ต้องมีความพร้อมด้านงบประมาณสำหรับจัดสรรสำรองไว้เป็นค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาอาคาร - สิ่งก่อสร้าง  และจัดเตรียมบุคลากรด้านช่างเทคนิคที่จะสามารถดูแลอาคาร - สิ่งก่อสร้างตามโครงการได้

3.   การดำเนินงานโครงการนอกจากหน่วยงานหลักที่ทำหน้าที่ก่อสร้างระบบท่อส่งน้ำตามโครงการแล้ว  ภาครัฐควรให้การสนับสนุนการส่งเสริมและพัฒนาอาชีพด้านการเกษตรโดยกำหนดให้มีหน่วยงานอื่นที่จะสนับสนุนและวางแผนร่วมกันเพื่อให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนการผลิตไปสู่การเกษตรเชิงพาณิชย์ โดยเฉพาะหน่วยงานด้านการส่งเสริมการเกษตรต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมส่งเสริมการเกษตร กรมประมง  และกรมพัฒนาที่ดิน เป็นต้น

4.   แหล่งน้ำต้นทุนเป็นปัจจัยหนึ่งที่สำคัญสำหรับระบบท่อส่งน้ำตามโครงการ  การคัดเลือกพื้นที่เพื่อดำเนินโครงการในระยะที่ 2 ต้องพิจารณาความเพียงพอของแหล่งน้ำต้นทุนให้สามารถส่งน้ำด้วยระบบท่อส่งน้ำได้ตลอดทั้งปี ไม่เกิดปัญหาการขาดแคลนปริมาณน้ำในแหล่งน้ำต้นทุนในหน้าแล้ง


สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ถนนพระรามที่ 6 เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400 โทรศัพท์ 0-2273-9674-91 ต่อ 1231 หรือ 0-2618-5755 FAX 0-2618-5755