<%@ page contentType="text/html;charset=windows-874"%> <%@ page import="java.lang.*" %> <%@ page import="java.util.*" %> <%@ page import="yit.website.*" %> OAG

การตรวจสอบดำเนินงานการจัดหาแหล่งน้ำกินน้ำใช้  หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา  กระทรวงกลาโหม
ปีงบประมาณ พ.ศ. 2543 - 2545

งานจัดหาน้ำกินน้ำใช้ถือเป็นภารกิจสำคัญอย่างหนึ่งของหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา (นทพ.)  เพื่อเป็นการสนับสนุนการพัฒนาพื้นที่และชุมชนในพื้นที่เป้าหมายการพัฒนาตามแนวชายแดนและพื้นที่ที่มีปัญหาความมั่นคงภายในให้มีความมั่นคงปลอดภัยและเสริมสร้างศักยภาพของชุมชนให้พึ่งตนเองมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยการพัฒนาทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคมซึ่งจะมีส่วนสนับสนุนการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน   สำหรับการช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่เป้าหมายดังกล่าวหน่วยบัญชาการทหารพัฒนาได้จัดสรรแหล่งน้ำประเภทต่างๆ  ได้แก่  ระบบประปา บ่อบาดาล  ขุดสระเก็บน้ำ  ขุดลอกสระน้ำ  ก่อสร้างถังเก็บน้ำฝน (ฝ.99)   ก่อสร้างบ่อน้ำตื้นและติดตั้งถังไฟเบอร์กลาส   แต่จากการที่มีส่วนราชการหลายหน่วยงานดำเนินการจัดสรรแหล่งน้ำเช่นเดียวกับหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา  สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินจึงได้ตรวจสอบการจัดสรรแหล่งน้ำของ นทพ. เพื่อให้ทราบว่ามีการใช้ประโยชน์จากแหล่งน้ำตามวัตถุประสงค์ของงานมีการจัดสรรแหล่งน้ำในพื้นที่ไม่ขาดแคลนหรือไม่  อย่างไร   เพื่อให้ทราบปัญหาอุปสรรค สำหรับเสนอแนะแนวทางแก้ไข  ได้ตรวจสอบผลการดำเนินงานจัดสรรแหล่งน้ำของปีงบประมาณ  2543 – 2545  ในพื้นที่เป้าหมาย จำนวน  23  จังหวัด  โดยตรวจสอบแหล่งน้ำประเภทระบบประปา บ่อบาดาล  ขุดสระเก็บน้ำ  หรือขุดคลองสระน้ำ  ถังเก็บน้ำฝน (ฝ.99)  และถังไฟเบอร์กลาส  ยกเว้นการก่อสร้างบ่อน้ำตื้น  สรุปผลการตรวจสอบได้ ดังนี้

ข้อตรวจพบ การใช้ประโยชน์จากแหล่งน้ำ

ระบบประปา

            การจัดสรรระบบประปาให้แก่หมู่บ้านมีหลักเกณฑ์ว่าต้องเป็นหมู่บ้านเป้าหมายของ นทพ.ที่มีความพร้อมด้านไฟฟ้า   แต่ยังขาดแคลนแหล่งน้ำอุปโภคบริโภค   และมีความพร้อมด้านการบริหารจัดการระบบประปา   จากการสุ่มตรวจสอบการจัดสรรระบบประปาในหมู่บ้านเป้าหมายจำนวน 163 แห่ง พบว่า

   ระบบประปามีการใช้ประโยชน์ จำนวน 81 แห่ง คิดเป็นร้อยละ 49.69 ของจำนวนที่ตรวจสอบ โดยเป็นการจัดสรรในพื้นที่ที่ขาดแคลนแหล่งน้ำอุปโภคบริโภค  ส่วนใหญ่จะเป็นพื้นที่ที่เป็นแหล่งน้ำผิวดิน เช่น บ่อน้ำตื้น  สระน้ำ   มีปริมาณน้ำน้อยและขาดแคลนน้ำในฤดูแล้ง

   ระบบประปาที่ใช้ประโยชน์น้อยหรือใช้ได้ไม่เต็มที่ จำนวน  34  แห่ง   คิดเป็นร้อยละ  20.86

   ระบบประปาที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ จำนวน  48  แห่ง  คิดเป็นร้อยละ  29.45

 สำหรับระบบประปาที่มีการใช้ประโยชน์น้อยหรือใช้ได้ไม่เต็มที่และที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์  จำแนกสภาพปัญหาเป็นการก่อสร้างระบบประปาไม่เสร็จสมบูรณ์  หรือไม่พร้อมใช้ประโยชน์  คิดเป็นร้อยละ  23.64  ก่อสร้างระบบประปาในพื้นที่ไม่ขาดแคลนแหล่งน้ำ  คิดเป็นร้อยละ 17.27  ระบบประปามีน้ำน้อยไม่เพียงพอ  คิดเป็นร้อยละ  15.45  ระบบประปามีคุณภาพน้ำที่ไม่เหมาะสมต่อการอุปโภคบริโภค  คิดเป็นร้อยละ 11.82   กลุ่มผู้ใช้น้ำขาดความพร้อมด้านการเงิน  คิดเป็นร้อยละ  7.27  ระบบประปาชำรุด  คิดเป็นร้อยละ  6.37  และปัญหาอื่นๆ  คิดเป็นร้อยละ  18.18

บ่อบาดาล

            การจัดสรรบ่อบาดาลต้องพิจารณาให้สอดคล้องกับจำนวนประชากรในหมู่บ้านโดยกำหนดหมู่บ้านละ 1 บ่อ  ต่อจำนวนประชากร 20-50  ครัวเรือน   หากพื้นที่หมู่บ้านกว้างขวางและห่างไกลก็อนุโลมจัดสรรซ้ำซ้อนได้  หากพื้นที่น้ำเป็นสนิมเหล็ก  ต้องพิจารณาว่าควรขุดเจาะบ่อบาดาลหรือสนับสนุนแหล่งน้ำอื่นทดแทน  จากการตรวจสอบการใช้ประโยชน์จากบ่อบาดาล  จำนวน 199  แห่ง   พบว่า

•   บ่อบาดาลมีการใช้ประโยชน์ จำนวน 111 แห่ง คิดเป็นร้อยละ 55.78

•   บ่อบาดาลที่ใช้ประโยชน์น้อยหรือใช้ได้ไม่เต็มที่ จำนวน 41 แห่ง คิดเป็นร้อยละ 20.60

•   บ่อบาดาลไม่ได้ใช้ประโยชน์ จำนวน 47 แห่ง คิดเป็นร้อยละ 23.62

สำหรับบ่อบาดาลที่ใช้ประโยชน์น้อยหรือใช้ได้ไม่เต็มที่และที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์  จำแนกสภาพปัญหาเป็นการจัดสรรบ่อบาดาลในพื้นที่ไม่ขาดแคลน  คิดเป็นร้อยละ  33.63  แหล่งน้ำมีคุณภาพไม่เหมาะสมต่อการอุปโภคบริโภคโดยน้ำเป็นสนิมเหล็กหรือขุ่นคิดเป็นร้อยละ  16.81 และบ่อบาดาลชำรุด  คิดเป็นร้อยละ13.27   หรือสร้างในพื้นที่ห่างไกลชุมชน  คิดเป็นร้อยละ  7.97 บ่อบาดาลมีน้ำน้อยไม่พอใช้  คิดเป็นร้อยละ 7.97 นอกจากนี้การจัดสรรบ่อบาดาลที่ติดตั้งเครื่องสูบน้ำด้วยไฟฟ้าจะมีปัญหาเกี่ยวกับค่ากระแสไฟฟ้าเพราะต้องใช้กระแสไฟฟ้าจากบ้านที่อยู่ใกล้บ่อบาดาลแล้วมาเฉลี่ยเรียกเก็บจากผู้ใช้น้ำซึ่งไม่สามารถแยกหน่วยการใช้ได้   จึงทำให้ผู้ใช้น้ำรายอื่นเลิกใช้คงเหลือผู้ใช้น้ำในรายที่เป็นเจ้าของบ้านที่ใช้กระแสไฟฟ้าในการสูบน้ำบาดาล   นอกจากนี้ยังมีการก่อสร้างบ่อบาดาลที่ติดตั้งเครื่องสูบน้ำด้วยไฟฟ้าในพื้นที่ไม่มีไฟฟ้า  คิดเป็นร้อยละ  5.31  และปัญหาอื่นๆ คิดเป็นร้อยละ 15.04

สระเก็บน้ำ

            การคัดเลือกพื้นที่เป้าหมายของงานขุดสระเก็บน้ำต้องพิจารณาถึงทิศทางการไหลของน้ำและความสูงของพื้นที่ซึ่งไม่ควรเป็นพื้นที่สูงหรือเนินเขา จากการตรวจสอบการใช้ประโยชน์จากสระเก็บน้ำ จำนวน 111 แห่ง  พบว่า

•   สระเก็บน้ำที่มีการใช้ประโยชน์ จำนวน 75 แห่ง คิดเป็นร้อยละ 67.57

•   สระเก็บน้ำที่ได้ใช้ประโยชน์น้อยหรือใช้ได้ไม่เต็มที่ จำนวน 24 แห่ง คิดเป็นร้อยละ 21.62

•   สระเก็บน้ำที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ จำนวน 12 แห่ง คิดเป็นร้อยละ 10.81

สำหรับสระเก็บน้ำที่ใช้ประโยชน์น้อยและไม่ได้ใช้ประโยชน์   จำแนกสภาพปัญหาเป็นการก่อสร้างสระเก็บน้ำในพื้นที่เนินเขาหรือพื้นที่ไม่สามารถกักเก็บน้ำได้ในฤดูแล้ง คิดเป็นร้อยละ 36.84ก่อสร้างสระเก็บน้ำในพื้นที่ไม่ขาดแคลน  คิดเป็นร้อยละ  26.32  ก่อสร้างสระเก็บน้ำในพื้นที่ห่างไกลชุมชนจึงมีผู้ใช้น้อยราย  คิดเป็นร้อยละ  15.79   และปัญหาอื่นๆ  คิดเป็นร้อยละ  21.05

ถังเก็บน้ำฝน (ฝ.99) และถังไฟเบอร์กลาส

            งานก่อสร้างถังเก็บน้ำฝน (ฝ.99)   ต้องสร้างในพื้นที่ขาดแคลนน้ำและไม่มีหน่วยงานใดเข้าไปขุดเจาะบ่อบาดาลหรือบ่อน้ำตื้น หรือเป็นหมู่บ้านภัยแล้งที่ไม่มีระบบประปาหมู่บ้าน   สำหรับงานก่อสร้างถังไฟเบอร์กลาส   พื้นที่คอนกรีตรองรับถังต้องแข็งแรง   ถังต้องมีสภาพพร้อมใช้งาน   จากการตรวจสอบถังเก็บน้ำฝน (ฝ.99)   และถังไฟเบอร์กลาส จำนวน  241  แห่ง  พบว่า

•  ถังมีการใช้ประโยชน์จำนวน 149 แห่ง คิดเป็นร้อยละ 61.82

•   ถังที่ใช้ประโยชน์น้อยหรือใช้ได้ไม่เต็มที่จำนวน 40 แห่ง คิดเป็นร้อยละ 16.60

•  ถังที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์จำนวน 52 แห่ง คิดเป็นร้อยละ 21.58

สำหรับถังที่มีการใช้ประโยชน์น้อยหรือใช้ได้ไม่เต็มที่และที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์   จำแนกสภาพปัญหาเป็นถังเก็บน้ำฝน (ฝ.99)   และถังไฟเบอร์กลาสที่มีสภาพชำรุดรั่วซึม  คิดเป็นร้อยละ  38.32ก่อสร้างถังในพื้นที่ไม่ขาดแคลนน้ำ  คิดเป็นร้อยละ  34.58   ก่อสร้างถังในพื้นที่ไม่มีแหล่งรองรับน้ำ  คิดเป็นร้อยละ  3.74  ถังสกปรกและอุปกรณ์ไม่ครบ  คิดเป็นร้อยละ  8.41  และสภาพปัญหาอื่นๆ ร้อยละ 14.95

ผลกระทบ

                1.  ผลกระทบต่อวัตถุประสงค์งานจัดหาน้ำกินน้ำใช้  จากการจัดสรรแหล่งน้ำรวมทั้งสิ้น  714 แห่ง พบว่ามีการก่อสร้างในพื้นที่ขาดแคลนน้ำ จำนวน  416  แห่ง  คิดเป็นร้อยละ  58.26   ซึ่งสามารถบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนจากการขาดแคลนน้ำสำหรับอุปโภคบริโภค   รวมทั้งได้ใช้แหล่งน้ำในการเกษตรและเลี้ยงสัตว์ซึ่งเป็นส่วนส่งเสริมอาชีพแก่ราษฎรทำให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น   แต่ยังมีบางพื้นที่ตามเป้าหมายที่แหล่งน้ำไม่มีการใช้ประโยชน์หรือใช้ประโยชน์ไม่เต็มที่ จำนวน  298  แห่ง  คิดเป็นร้อยละ 41.74   เพราะจัดสรรแหล่งน้ำในพื้นที่ไม่ขาดแคลนน้ำ   แหล่งน้ำมีคุณภาพไม่เหมาะสมต่อการอุปโภคบริโภคแหล่งน้ำแห้งไม่มีน้ำหรือชำรุดไม่สามารถจัดเก็บน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้งได้   แหล่งน้ำบางแห่งก่อสร้างไม่แล้วเสร็จตามแผน   ซึ่งการที่แหล่งน้ำไม่ได้ใช้ประโยชน์หรือใช้ประโยชน์ได้ไม่เต็มที่   ทำให้การจัดสรรแหล่งน้ำในพื้นที่ดังกล่าวไม่บรรลุวัตถุประสงค์ของงานจัดหาน้ำกินน้ำใช้

            2.  ผลกระทบต่อความมั่นคงด้านการทหารของประเทศ  การจัดสรรแหล่งน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคและน้ำเพื่อการเกษตร   ทำให้ประชาชนในพื้นที่เป้าหมายมีน้ำอุปโภคบริโภคและน้ำเพื่อการเกษตรรวมทั้งใช้เลี้ยงสัตว์ทำให้มีรายได้เลี้ยงครอบครัวส่งผลต่อความสามารถพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้นและทำให้ประชาชนเกิดความศรัทธาในการปฏิบัติงานของทางราชการซึ่งมีส่วนช่วยสนับสนุนงานการรักษาความมั่นคงด้านการทหารอีกทั้งเป็นการสร้างขวัญกำลังใจ  สร้างมวลชนสัมพันธ์แต่อย่างไรก็ตามหากแหล่งน้ำที่ก่อสร้างเป็นการสร้างในพื้นที่ที่ยังไม่มีความพร้อมในระดับที่จะได้รับการสนับสนุน  เช่น ก่อสร้างระบบประปาในพื้นที่ไม่ได้ขยายเขตไฟฟ้า  หรือก่อสร้างแหล่งน้ำในพื้นที่ไม่ขาดแคลน   ประชาชนมีแหล่งน้ำเป็นของตนเองแล้วแหล่งน้ำที่ นทพ. ก่อสร้างไม่มีการใช้ประโยชน์  ใช้น้อยหรือใช้ประโยชน์ไม่เต็มที่   ย่อมส่งผลให้การดำเนินงานจัดหาน้ำกินน้ำใช้ในพื้นที่ดังกล่าวไม่สามารถสร้างจิตสำนึกในการพัฒนาและมวลชนสัมพันธ์ได้เช่นเดียวกัน

            3.  ผลกระทบต่องบประมาณ  การก่อสร้างแหล่งน้ำตามเป้าหมายในพื้นที่ขาดแคลนน้ำ นอกจากทำให้งานจัดหาน้ำกินน้ำใช้บรรลุวัตถุประสงค์แล้วยังสร้างขวัญกำลังใจแก่ประชาชนในแต่ละพื้นที่และยังเป็นส่วนเสริมสร้างความมั่นคงของประเทศอีกทางหนึ่งด้วย  แต่อย่างไรก็ตามการจัดสรรแหล่งน้ำในอดีตและปัจจุบันยังขาดการประสานข้อมูลเกี่ยวกับแหล่งน้ำ   การวิเคราะห์ถึงสภาพปัญหาที่แท้จริง  ทำให้เกิดการจัดสรรแหล่งน้ำในพื้นที่ที่มีแหล่งน้ำเป็นจำนวนมากอยู่แล้ว รวมทั้งขาดการพิจารณาจัดสรรประเภทแหล่งน้ำให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่   หรือแหล่งน้ำบางแห่งก่อสร้างไม่แล้วเสร็จตามแผน   น้ำแห้งหรือแหล่งน้ำชำรุดรั่วซึม   ซึ่งการใช้งบประมาณก่อสร้างแหล่งน้ำที่มีการใช้ประโยชน์ไม่เต็มที่หรือไม่ได้ใช้ประโยชน์จึงเป็นการใช้งบประมาณที่ยังไม่บรรลุวัตถุประสงค์เป็นจำนวนเงิน  96.20  ล้านบาท  ได้ผลไม่คุ้มค่าซึ่งงบประมาณดังกล่าวสามารถนำไปใช้พัฒนาประเทศในส่วนที่จำเป็นมากกว่าได้

สาเหตุ  แหล่งน้ำที่ใช้ได้ไม่เต็มที่หรือไม่ได้ใช้ประโยชน์ เนื่องจาก

1.  การแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำไม่เป็นเอกภาพ  ในอดีตการจัดสรรแหล่งน้ำในแต่ละหมู่บ้าน  มีหลายหน่วยราชการดำเนินการ   และการจัดทำแผนพัฒนาจังหวัดด้านแหล่งน้ำส่วนใหญ่เป็นการรวบรวมแผนของแต่ละหน่วยงานมารวมกันโดยขาดการประสานงานเพื่อพิจารณาปัญหาการขาดแคลนน้ำในภาพรวมของแต่ละพื้นที่   การจัดสรรแหล่งน้ำได้ดำเนินการตามแนวทางของแต่ละหน่วยงานไม่เป็นเอกภาพจึงส่งผลให้เกิดการจัดสรรแหล่งน้ำซ้ำซ้อนหรือจัดสรรในพื้นที่ไม่ขาดแคลน   ทำให้แหล่งน้ำมีการใช้ประโยชน์ได้ไม่เต็มที่หรือไม่ได้ใช้ประโยชน์

2.  การสำรวจถึงความขาดแคลนแหล่งน้ำไม่ได้นำข้อมูลด้านแหล่งน้ำที่เป็นปัจจุบันมาร่วมพิจารณา  การพิจารณาจัดสรรแหล่งน้ำจะใช้ข้อมูลจาก กชช.2 ค.และข้อมูล จปฐ. นำมาวิเคราะห์ถึงความขาดแคลนแหล่งน้ำของพื้นที่เป้าหมายเพื่อการจัดสรรแหล่งน้ำ  ต่อจากนั้นจะทำการสำรวจสภาพพื้นที่ก่อนการจัดสรรอีกครั้งหนึ่งแต่การสำรวจสภาพขาดแคลนน้ำของบางหน่วยสำรวจจะใช้วิธีดำเนินการโดยการสอบถามชาวบ้านว่าขาดแคลนและต้องการแหล่งน้ำอีกหรือไม่และศึกษาข้อมูลการจัดสรรที่ผ่านมาว่าได้เคยดำเนินการจัดสรรมาแล้วหรือยัง   หากยังก็จะจัดสรรให้โดยไม่ได้สำรวจพื้นที่เพื่อรวบรวมข้อมูลด้านแหล่งน้ำที่เป็นปัจจุบันซึ่งเป็นข้อมูลที่สำคัญในการพิจารณาการขาดแคลนแหล่งน้ำที่ประกอบด้วยรายละเอียด  จำนวนประชากร  ครัวเรือน  และจำนวนแหล่งน้ำทุกประเภท  ปริมาณน้ำ   ของแหล่งน้ำว่าปัจจุบันมีแหล่งน้ำอะไรบ้าง   แหล่งน้ำดังกล่าวใช้ประโยชน์ได้หรือมีสภาพชำรุดใช้การไม่ได้ เพื่อนำมาเป็นข้อมูลประกอบการวิเคราะห์สภาพปัญหาด้านแหล่งน้ำของพื้นที่ที่จะขอรับการจัดสรร

3.  การแก้ปัญหาการขาดแคลนแหล่งน้ำไม่ตรงกับสภาพปัญหาที่แท้จริง  การจัดสรรแหล่งน้ำในหลายพื้นที่พบว่าปัญหาการขาดแคลนน้ำมิได้เกิดจากการขาดแคลนแหล่งน้ำ แต่เป็นปัญหาที่แหล่งน้ำในพื้นที่ต่างๆ ของหมู่บ้านไม่สามารถกักเก็บน้ำได้   แต่เนื่องจากการจัดสรรไม่ได้วิเคราะห์ถึงสภาพปัญหาด้านแหล่งน้ำที่แท้จริง   จึงทำให้การแก้ปัญหาไม่สอดคล้องและเหมาะสมกับสภาพแต่ละพื้นที่ จะเห็นได้จากในหลายหมู่บ้านมีบ่อบาดาลหลายแห่ง แต่มีสภาพชำรุดจำเป็นต้องได้รับการซ่อมแซมซึ่งเป็นความรับผิดชอบของ อบต.  แต่เนื่องจาก อบต.ไม่ได้ดำเนินการซ่อมแซม   และจากการสัมภาษณ์เจ้าหน้าที่บริหารของ อบต. พบว่าร้อยละ  83.43  ของจำนวน อบต.ที่สัมภาษณ์ไม่ได้ตั้งงบประมาณไว้สำหรับการซ่อมแซมแหล่งน้ำ   จึงทำให้มีบ่อบาดาลไม่ได้ใช้ประโยชน์จำนวนมาก   ดังนั้นการจัดสรรบ่อบาดาลให้กับหมู่บ้านดังกล่าวจึงมิใช่แนวทางแก้ปัญหาที่แท้จริง

4.  การจัดสรรแหล่งน้ำไม่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่   การจัดสรรแหล่งน้ำไม่ได้พิจารณาถึงความเหมาะสมของประเภทแหล่งน้ำที่จะจัดสรรให้ในแต่ละพื้นที่   กล่าวคือ มีการจัดสรรระบบประปา หรือบ่อบาดาลโดยใช้น้ำจากแหล่งน้ำใต้ดินมีคุณภาพไม่เหมาะสมเป็นสนิมเหล็ก   เมื่อจัดสรรบ่อบาดาลชาวบ้านจะใช้ระบบประปาและบ่อบาดาลเพียงระยะเวลาหนึ่งและเลิกใช้ในเวลาต่อมาและกลับไปใช้แหล่งน้ำผิวดิน เช่น บ่อน้ำตื้นที่มีปริมาณน้ำทั้งปี น้ำไม่เป็นสนิมเหล็ก แต่แหล่งน้ำมีจำนวนไม่เพียงพอต่อการใช้ประโยชน์   นอกจากนี้การจัดสรรแหล่งน้ำไม่ได้พิจารณาถึงสภาพปัญหาด้านแหล่งน้ำเฉพาะพื้นที่กล่าวคือมีการจัดสรรระบบประปาหรือบ่อบาดาล  ซึ่งใช้น้ำจากแหล่งน้ำใต้ดินแต่ในพื้นที่ที่ได้รับการจัดสรรน้ำใต้ดินมีปริมาณน้อย เช่น ที่วัดบ้านขุนหาญ  บ้านขุนหาญ  ม.1  ต.ขุนหาญ  อ.ขุนหาญ  จ.ศรีสะเกษมีระบบประปา  1  แห่งและบ่อบาดาล  2  แห่งอยู่บริเวณเดียวกัน   ปัจจุบันแหล่งน้ำทั้ง  3  แห่งน้ำแห้งไม่มีน้ำโดยบ่อบาดาลที่ 1  เป็นบ่อเก่าของวัดน้ำแห้ง   ต่อมาปีงบประมาณ  2537   กรมทรัพยากรธรณีได้มาสร้างระบบประปาใช้ได้เพียง 1 ปี น้ำก็แห้ง และปีงบประมาณ  2543  นทพ. ได้มาสร้างบ่อบาดาลไฟฟ้าใช้ได้เพียง 1 ปี น้ำก็แห้งอีก   จากการสอบถามเจ้าอาวาสวัดบ้านขุนหาญทราบว่าด้านหลังวัดจะมีสระน้ำซึ่งมีน้ำเต็มทั้งปีซึ่งหากมีการพัฒนาสามารถเป็นแหล่งน้ำดิบแทนแหล่งน้ำใต้ดินในการทำระบบประปาได้

5.  การเสนอโครงการไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด   การจัดสรรแหล่งน้ำ เช่น  ระบบประปาหน่วยงานจัดสรรจะต้องสำรวจความพร้อมด้านไฟฟ้า  ต้องมีการขยายเขตไฟฟ้าแล้ว   แต่มีการจัดสรรแหล่งน้ำโดยไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์การคัดเลือกพื้นที่โดยจัดสรรแหล่งน้ำให้ในพื้นที่ไม่มีความพร้อมด้านไฟฟ้า  ส่วนถังไฟเบอร์กลาส และถังเก็บน้ำฝน (ฝ.99)  ต้องก่อสร้างในพื้นที่ที่มีหลังคารองรับน้ำฝน แต่จากการตรวจสอบพบว่าบางแห่งก่อสร้างโดยไม่มีหลังคารองรับน้ำฝน ทำให้แหล่งน้ำดังกล่าวไม่ได้ใช้ประโยชน์

6พื้นที่ขาดความพร้อมในการบริหารจัดการแหล่งน้ำ   เมื่อมีการส่งมอบแหล่งน้ำให้ อบต.แล้ว  การซ่อมแซมบำรุงรักษาจะเป็นหน้าที่ของ อบต.หรือกลุ่มผู้ใช้น้ำในพื้นที่ซึ่ง อบต.มอบหมายให้รับผิดชอบบริหารจัดการ   แต่เนื่องจากในบางพื้นที่กลุ่มผู้ใช้น้ำจากระบบประปาขาดความพร้อมโดยเฉพาะด้านการเงินและชาวบ้านไม่ต้องการเสียค่าน้ำประปาประกอบกับมีแหล่งน้ำอื่นหรือชาวบ้านมีบ่อน้ำตื้นส่วนตัวชาวบ้านจึงเลิกใช้ระบบประปา   นอกจากนี้บ่อบาดาลที่ใช้ไฟฟ้า การติดตั้งจะใช้กระแสไฟฟ้าของบ้านที่ใกล้บ่อบาดาลมากที่สุดแต่มีปัญหาเรื่องการเก็บค่ากระแสไฟฟ้า   จึงทำให้ชาวบ้านรายอื่นเลิกใช้โดยเหลือผู้ใช้ประโยชน์เฉพาะบ้านเจ้าของมิเตอร์ไฟฟ้า

7.  ขาดการดูแลบำรุงรักษาแหล่งน้ำ   เมื่อ อบต.ได้รับมอบแหล่งน้ำจากส่วนราชการแล้ว อบต. และกลุ่มผู้ใช้น้ำในพื้นที่จะต้องซ่อมแซมดูแลบำรุงรักษา   แต่เนื่องจากพื้นที่ที่ได้รับการจัดสรรขาดการดูแลบำรุงรักษาแหล่งน้ำที่ได้รับ เช่น การก่อสร้างระบบกรองสนิมเหล็กใช้กับระบบประปาที่น้ำเป็นสนิมเหล็ก ส่วนใหญ่จะไม่มีการดูแลรักษาทำความสะอาดถังกรองหรือเปลี่ยนวัสดุกรอง   ทำให้ระบบกรองดังกล่าวไม่สามารถกรองสนิมเหล็กได้ในเวลาต่อมา   นอกจากนี้ในบางพื้นที่กลุ่มผู้ใช้น้ำทราบถึงหน้าที่ที่ต้องดูแลบำรุงรักษาแหล่งน้ำแต่ไม่ทราบวิธีการทำความสะอาดและไม่มีคู่มือแนะนำวิธีดูแลบำรุงรักษา  เช่น  ระบบประปาจะมีส่วนของถังพักน้ำภายหลังจากผ่านการกรองสนิมเหล็กแล้ว   จากการสังเกตการณ์ภายในถังพักน้ำพบว่าจะมีตะกอนสีขาวขุ่นตกตะกอนอยู่เป็นจำนวนมากซึ่งชาวบ้านไม่ทราบวิธีที่จะทำความสะอาดเอาตะกอนออก

8.  การก่อสร้างแหล่งน้ำและอุปกรณ์ประกอบแหล่งน้ำไม่ได้มาตรฐาน   ในการจัดสรรถังเก็บน้ำฝน (ฝ.99)  และถังพักน้ำ  3  ถัง ของบ่อบาดาลติดตั้งเครื่องสูบน้ำไฟฟ้า   เมื่อก่อสร้างแล้วเสร็จไม่สามารถใช้งานได้เพราะรองรับน้ำฝนแล้วเก็บน้ำฝนไม่ได้สาเหตุเนื่องจากการก่อสร้างถังไม่ได้มาตรฐาน ถังส่วนใหญ่มีการรั่วซึม   การควบคุมงานของหน่วยงานเป็นการติดตามความก้าวหน้าของเนื้องาน  โดยขาดการประเมินผลงานประกอบกับก่อนการส่งมอบงานไม่มีการตรวจสอบความพร้อมการใช้งานของถังเก็บน้ำฝน (ฝ.99)   และถังพักน้ำของบ่อบาดาล   จึงทำให้ไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้   และงานระบบประปาอุปกรณ์ควบคุมไฟฟ้าไม่ทำงานอัตโนมัติ   กล่าวคือ  ระบบการทำงานของระบบประปามีแผงควบคุมไฟฟ้าและมีสวิทช์ควบคุมการทำงานของเครื่องสูบน้ำ   แต่เนื่องจากสวิทช์ไม่ทำงานอัตโนมัติทำให้เครื่องสูบน้ำไม่สามารถดูดน้ำขึ้นถังพักน้ำเพื่อทำระบบประปาได้ต้องดำเนินการซ่อมแซมซึ่งใช้ได้ไม่นานก็ชำรุดอีก  ต้องใช้วิธีการทำงานเปิดสวิทช์โดยผู้ดูแล   ซึ่งต่อมาต้องใช้วิธีเอาไม้ค้ำไว้ให้สวิทช์ทำงานตลอดเวลาทำให้แผงควบคุมเสีย

ข้อสังเกต การใช้จ่ายเงินงบประมาณก่อสร้างระบบประปาของหน่วยบัญชาการทหารพัฒนาสูงกว่าหน่วยงานท้องถิ่น

            การใช้เงินงบประมาณในการก่อสร้างระบบประปาของหน่วยบัญชาการทหารพัฒนาทั้ง 3 ระบบคือ  ระบบประปาขนาดใหญ่  ระบบประปาขนาด ก และ ข   พบว่าส่วนใหญ่มีการใช้จ่ายเงินงบประมาณทั้งหมดตามประมาณการ   ซึ่งได้ดำเนินการเปรียบเทียบการใช้เงินงบประมาณในการก่อสร้างระบบประปามาตรฐาน ก. ของหน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ 26 (นพค.26)  กับขององค์การบริหารส่วนตำบลบ้านไร่ อ.พรรณานิคม  จ.สกลนคร   และระบบประปามาตรฐาน ข. ของหน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ 23 (นพค.23)กับองค์การบริหารส่วนตำบลน้ำสวย  อ.เมือง  จ.เลย   พบว่าระบบประปาของหน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่มีราคาสูงกว่าระบบประปาของ อบต.ดังนี้

1.  การใช้เงินงบประมาณการก่อสร้างระบบประปามาตรฐาน ก.ของ นพค.26  สูงกว่าค่าใช้จ่ายระบบประปาของ อบต.บ้านไร่ อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร  เป็นจำนวนเงิน  13,069  บาท

  นพค.26  จ.สกลนคร  ปีงบประมาณ  2545   ก่อสร้างระบบประปาหมู่บ้านตามแบบมาตรฐานกรมโยธาธิการมาตรฐาน ก.(หมายเลข 10300)  ระยะทาง  1,600  เมตร  หอถังสูง 12.00  เมตร ไม่รวมค่าขยายเขตไฟฟ้าและค่าขุดเจาะบ่อบาดาล   ใช้เป็นเงินงบประมาณ  522,000  บาท

     อบต.บ้านไร่  อ.พรรณานิคม  จ.สกลนคร  ปีงบประมาณ 2546   ก่อสร้างระบบประปาหมู่บ้านตามแบบ กสช.16  หอถังสูง  11.20  เมตร  ระยะท่อส่งน้ำ  1,132  เมตร   รวมค่าขยายเขตไฟฟ้าและค่าขุดเจาะบ่อบาดาล เป็นเงินงบประมาณ  525,000  บาท

            การเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายการก่อสร้างจะพิจารณาจากรายละเอียดของรายการตามประมาณการราคาก่อสร้างประปามาตรฐาน ก.ของ นพค.26   และระบบประปาของ อบต.บ้านไร่   โดยความแตกต่างของงานระหว่าง นพค.26  และ อบต.บ้านไร่ มีดังนี้

            1.  ระบบประปาของ นพค.26  ไม่มีการขยายเขตไฟฟ้าและขุดเจาะบ่อบาดาล

            2.  ระบบประปาของ อบต.บ้านไร่  มีการขยายเขตไฟฟ้าและขุดเจาะบ่อบาดาลสำหรับระยะทางท่อส่งน้ำน้อยกว่า นพค.26  จำนวน  1,600  เมตร – 1,132  เมตร  เท่ากับ  468  เมตร  รวมทั้งหอถังสูงน้อยกว่า  12.00  เมตร – 11.20  เมตร   เท่ากับ 80 เซนติเมตร

ดังนั้นราคางานก่อสร้างระบบประปาของ อบต.บ้านไร่  ที่มีเนื้องานเท่ากับ นพค.26   โดยนำค่าใช้จ่ายการก่อสร้างระบบประปา อบต.บ้านไร่ – ค่าขยายเขตไฟฟ้าและเจาะบ่อบาดาล + ราคาท่อส่งน้ำและอุปกรณ์ + ราคาท่อเหล็กและท่อส่งน้ำ

=  525,000 – 86,726 + 63,699 + 6,958  บาท

=  508,931  บาท

            จะเห็นได้ว่าค่าใช้จ่ายของระบบประปามาตรฐาน ก. ของหน่วยบัญชาการทหารพัฒนาจะสูงกว่าของ อบต.บ้านไร่  เท่ากับ  13,069  บาท  (522,000 บาท – 508,931  บาท)

2.  การใช้เงินงบประมาณการก่อสร้างระบบประปามาตรฐาน ข.ของ นพค.23 สูงกว่าค่าใช้จ่ายระบบประปาของ  อบต.น้ำสวย  อ.เมือง  จ.เลย  จำนวน  70,421  บาท

  นพค.23  จ.เลย   ปีงบประมาณ  2545   ก่อสร้างระบบประปาหมู่บ้านมาตรฐาน ข.(บ่อบาดาล) ไม่รวมค่าขุดเจาะบ่อบาดาล เป็นเงิน 440,000 บาท

  อบต.น้ำสวย  อ.เมือง  จ.เลย  ปีงบประมาณ 2545  ได้ก่อสร้างระบบประปาหมู่บ้านมาตรฐาน ข. ไม่รวมค่าขุดเจาะบ่อบาดาล เป็นเงิน  318,514  บาท

            ความแตกต่างประมาณราคาของระบบประปามาตรฐาน ข.ของ นพค.23 กับ อบต.น้ำสวย  คือระยะทางท่อส่งน้ำมาตรฐาน ข.ของ นพค. เท่ากับ  900  เมตร  มากกว่า อบต.น้ำสวย  เท่ากับ  900 – 323 เมตร  =  577  เมตร   ดังนั้นค่าใช้จ่ายของระบบประปา อบต.น้ำสวย  ที่มีเนื้องานเท่ากับระบบประปาของ นพค. 23 ต้องนำค่าใช้จ่ายระบบประปาน้ำสวยบวกด้วยค่าใช้จ่ายระยะทางท่อส่งน้ำ  577  เมตร   ซึ่งมีค่าเท่ากับ369,579  บาท  (318,514  บาท + 51,065  บาท)   ดังนั้นค่าก่อสร้างของระบบประปาหมู่บ้านมาตรฐาน ข.ของหน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ 23  สูงกว่าของ อบต.น้ำสวย  เท่ากับ  70,421  บาท  (440,000 บาท – 369,579  บาท)

            จากการเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายของงานก่อสร้างระบบประปาหมู่บ้านของ นทพ. กับระบบประปาของ อบต.บ้านไร่ และ อบต.น้ำสวย   จะเห็นได้ว่าค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างของระบบประปาของ นทพ.สูงกว่าของ อบต.ทั้ง 2 แห่ง   เนื่องจาก นทพ.ได้เบิกจ่ายเงินก่อสร้างระบบประปาเท่ากับวงเงินตามประมาณการ ซึ่งไม่สอดคล้องกับสภาพข้อเท็จจริง   กล่าวคือจำนวนวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการก่อสร้างระบบประปาจริงจะต่ำกว่าประมาณการ   ระบบประปาหมู่บ้านในความรับผิดชอบของ นพค.26  จำนวน  13  แห่ง  ประมาณการที่ใช้ในการก่อสร้างจะใช้เสาไฟฟ้าจำนวน  53  ต้น   แต่จากการตรวจสอบและสังเกตการณ์ ณ ที่ตั้งโครงการพบว่ามีการติดตั้งเสาไฟฟ้าเพียง 17  ต้น  ผลต่าง  53-17  เท่ากับ  36  ต้น   จึงทำให้มีการจัดซื้อเสาสูงกว่าที่ใช้จริง  36  ต้น  เป็นเงิน  86,400  บาท  (36x2,400 บาท)   ยังไม่รวมค่าสายไฟฟ้าที่เหลือใช้ทำให้มีการใช้จ่ายเงินงบประมาณโดยไม่ประหยัดเท่าที่ควร   สำหรับเสาไฟฟ้าและสายไฟฟ้าส่วนที่เหลือได้มอบให้แก่ผู้ร้องขอในพื้นที่เพื่อใช้เป็นสาธารณะประโยชน์อื่นๆ

การดำเนินการดังกล่าวเป็นสาเหตุที่ทำให้ค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างระบบประปาของ นทพ. มีราคาสูงกว่าหน่วยงานท้องถิ่นเพราะการจัดซื้อวัสดุระบบประปาตามประมาณการของ นทพ.สูงกว่าที่ใช้จริงเนื่องจากในการสำรวจพื้นที่ดำเนินการเป็นการสำรวจความเหมาะสมของสถานที่ก่อสร้างระบบประปา  แต่ไม่มีการสำรวจถึงระยะทางจากชุมชนเป้าหมายถึงแหล่งน้ำเพื่อประมาณการพัสดุที่ต้องใช้จริง

ข้อเสนอแนะ

 สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ขอเสนอแนะให้ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการทหารพัฒนาพิจารณาดำเนินการตามแนวทาง ดังต่อไปนี้

1.  ประสานแผนงานพัฒนาแหล่งน้ำอย่างเป็นระบบแบบบูรณาการกับกรมทรัพยากรน้ำ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม   โดยร่วมกันจัดทำข้อมูลพื้นฐานด้านแหล่งน้ำและพิจารณาถึงปัญหาความขาดแคลนแหล่งน้ำในพื้นที่เป้าหมายร่วมกับกรมทรัพยากรน้ำ   ควรทบทวนแผนงานการจัดสรรแหล่งน้ำโดยจัดสรรแหล่งน้ำให้เฉพาะพื้นที่ที่มีความขาดแคลนน้ำที่แท้จริง   สำหรับแหล่งน้ำที่มีอยู่แล้วเช่น  บ่อบาดาลที่มีสภาพชำรุดขาดการดูแลซ่อมแซมควรประสานงานกับองค์การบริหารส่วนตำบลดำเนินการแก้ไขซ่อมแซมแหล่งน้ำที่ชำรุดให้ใช้งานได้หรือมุ่งเน้นการพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อทดแทนการสร้างใหม่ซึ่งต้องใช้งบประมาณสูง

 2.  การสำรวจสภาพปัญหาการขาดแคลนแหล่งน้ำต้องสำรวจถึงจำนวนแหล่งน้ำแต่ละประเภททั้งของส่วนราชการและแหล่งน้ำส่วนตัวของชาวบ้าน   รวมทั้งสภาพของแหล่งน้ำว่าใช้ได้เป็นปกติหรือชำรุด ปริมาณน้ำในแต่ละแห่งควรสำรวจทั้งฤดูฝนและฤดูแล้ง   รวมทั้งวิเคราะห์คุณภาพน้ำแหล่งน้ำใต้ดินและผิวดินและจัดทำเป็นทะเบียนแหล่งน้ำของหมู่บ้าน   เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาในการวางแผนเพื่อจัดสรรแหล่งน้ำ   นอกจากนี้ในพื้นที่ที่สภาพน้ำใต้ดินเป็นสนิมเหล็กควรให้ความสำคัญพิเศษในการวิเคราะห์ปัญหาเพื่อจัดสรรประเภทแหล่งน้ำให้เหมาะสม

3.  การคัดเลือกพื้นที่เพื่อจัดสรรแหล่งน้ำต้องถือปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่ได้กำหนดไว้   โดยเฉพาะการจัดสรรระบบประปา  หากพื้นที่ใดยังไม่ได้ขยายเขตไฟฟ้าไม่ควรจัดสรรให้   นอกจากนี้หากหมู่บ้านพื้นที่ใดมีระบบประปาแล้วแต่ระบบประปามีน้ำไม่เพียงพอ   การขอระบบประปาเพิ่มควรสำรวจถึงจำนวนแหล่งน้ำสาธารณะอื่นๆ   แหล่งน้ำส่วนตัวและปริมาณน้ำของแหล่งน้ำในฤดูแล้ง   เพื่อนำข้อมูลมาประกอบการวิเคราะห์ว่าพื้นที่ขอจัดสรรแหล่งน้ำขาดแคลนน้ำหรือไม่  และควรพิจารณาถึงความพร้อมของชุมชนในการบริหารจัดการแหล่งน้ำ  เช่น  การจัดตั้งกลุ่มผู้ใช้น้ำ ความเข้มแข็งของกลุ่มเพื่อทราบว่ามีผู้รับผิดชอบการบริหารจัดการ  การดูแลบำรุงรักษา  และพิจารณาถึงระดับการพัฒนาศักยภาพของชุมชนในพื้นที่ที่ขอรับการจัดสรรแหล่งน้ำเพื่อทราบถึงความพร้อมด้านการเงินเพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจในการจัดสรรแหล่งน้ำ สำหรับการจัดสรรสระเก็บน้ำต้องถือปฏิบัติตามหลักเกณฑ์โดยไม่จัดสรรในพื้นที่เนินเขา นอกจากนี้ควรพิจารณายืดหยุ่นขนาดความลึกของสระเก็บน้ำให้มากกว่า 3 เมตร  เนื่องจากในพื้นที่ขาดแคลนน้ำบางแห่งขนาดความลึกของสระน้ำที่สามารถรองรับเก็บกักน้ำได้มีความลึกมากกว่า 3 เมตร และควรศึกษาวิเคราะห์สภาพแหล่งน้ำบริเวณใกล้เคียงว่ามีความลึกเท่าไรถึงจะสามารถเก็บกักน้ำได้ เพื่อนำมาเป็นข้อมูลประกอบการวิเคราะห์พื้นที่เป้าหมาย

4.  การส่งมอบงานระบบประปาต้องตรวจสอบความเรียบร้อยของงานว่าได้ดำเนินการเป็นไปตามหลักเกณฑ์โดยมีการติดตั้งมิเตอร์ไฟฟ้าแล้วหรือไม่    และงานติดตั้งถังไฟเบอร์กลาสให้ตรวจสอบสถานที่ว่ามีหลังคารองรับน้ำหรือไม่ด้วยเช่นกัน

5.  การจัดซื้อวัสดุอุปกรณ์ในการก่อสร้างระบบประปาต้องสำรวจสภาพพื้นที่จริงว่าจำเป็นต้องใช้วัสดุอุปกรณ์เท่าไร  เช่น  เสาไฟฟ้าประมาณกี่ต้น   สายไฟระยะเท่าไร   รวมทั้งท่อส่งน้ำว่ามีระยะทางเท่าไร   ซึ่งจะทำให้การจัดซื้อใกล้เคียงความจริง   เพื่อเป็นการประหยัดงบประมาณแผ่นดิน   รวมทั้งให้ความสำคัญกับคุณภาพของระบบควบคุมไฟฟ้าของระบบประปาให้ได้มาตรฐาน

6.  การก่อสร้างถังเก็บน้ำฝน (ฝ.99)   และฐานรองรับถังไฟเบอร์กลาส   ต้องควบคุมการก่อสร้างให้ได้มาตรฐาน   รวมทั้งผู้ตรวจงานต้องทดสอบคุณภาพงานเพื่อให้แน่ใจว่าสามารถใช้ประโยชน์ได้จริง

7.  สร้างจิตสำนึกให้ประชาชนรู้สึกถึงความเป็นเจ้าของแหล่งน้ำเพื่อร่วมกันดูแลบำรุงรักษา   สำหรับระบบประปาควรแจกคู่มือการใช้และชี้แจงทำความเข้าใจถึงวิธีการใช้   การทำงานของระบบกรณีน้ำไม่เพียงพอและระบบมีการตัดไฟ   รวมทั้งการทำความสะอาดถังกรองและถังพักน้ำของระบบประปา

8.  จัดทำเครื่องมือชี้วัดการพัฒนาของหมู่บ้าน  เช่น  ดัชนีความเข้มแข็งของชุมชน   ดัชนีการพัฒนาคุณภาพชีวิต   เพื่อเป็นเครื่องมือวัดความพร้อมของชุมชนในหมู่บ้านเป้าหมาย  ซึ่งหน่วยงานที่ทำหน้าที่จัดสรรแหล่งน้ำสามารถประเมินความสามารถในการบริหารจัดการของหมู่บ้านเพื่อจัดลำดับความสำคัญของหมู่บ้านที่จะจัดสรรแหล่งน้ำต่อไป

9.  จัดให้มีการติดตามและประเมินผลการดำเนินงานของหน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ รวมทั้งประเมินผลการพัฒนาเชิงพื้นที่   เพื่อทราบถึงระดับการพัฒนาของพื้นที่เป้าหมายในการจัดลำดับความสำคัญก่อนหลังการพัฒนาของพื้นที่   รวมทั้งลำดับการขาดแคลนน้ำของหมู่บ้านเป้าหมายเพื่อจัดสรรแหล่งน้ำให้เหมาะสมแต่ละพื้นที่ต่อไป

สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ถนนพระรามที่ 6 เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400 โทรศัพท์ 0-2273-9674-91 ต่อ 1231 หรือ 0-2618-5755 FAX 0-2618-5755