ข้อเสนอแนะในการจัดทำมาตรฐานการปฏิบัติงานตรวจสอบ
องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) แก่ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน

ความเป็นมา
หลักการและเหตุผล
ปัญหาและอุปสรรค
วัตถุประสงค์
ข้อเสนอแนะ
รายนามคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน
รายนามคณะอนุกรรมการและคณะทำงาน




ความเป็นมา
   
 
นโยบายของรัฐบาลหลายรัฐบาลที่ผ่านมาได้สนับสนุนให้มีการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น ให้เพิ่มมากขึ้นการดำเนินการกระจายอำนาจจาก
ส่วนกลางสู่ท้องถิ่นได้เริ่มกระทำอย่างเป็นรูปธรรม ตั้งแต่ปี 2535 เป็นต้นมา โดยมีพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537 ซึ่งกำหนดให้องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) มีฐานะเป็นนิติบุคคลและเป็นการปกครองท้องถิ่นรูปแบบล่าสุด มีอำนาจหน้าที่ในการพัฒนาตำบลในเขตองค์การบริหารส่วนตำบล ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม
   
 
ต่อมาได้มีการปรับปรุงแก้ไขพระราชบัญญัติดังกล่าวให้สอดคล้องกับบทบัญญัติของ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 ซึ่งได้
บัญญัติเกี่ยวกับการปกครองท้องถิ่นและการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น ไว้ในมาตรา 78 หมวด 5 แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ โดยรัฐต้องกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นพึ่งตนเอง และตัดสินใจในกิจการได้เองโดยคำนึงถึงเจตนารมณ์ของประชาชน และมาตรา 284 ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีความเป็นอิสระในการกำหนดนโยบายการปกครอง  การบริหาร การบริหารงานบุคคล การเงินและการคลัง และมีอำนาจหน้าที่ของตนเองโดยเฉพาะในการกำหนดอำนาจหน้าที่ ให้คำนึงถึงการกระจายอำนาจเพิ่มขึ้นให้แก่ท้องถิ่นเป็นสำคัญ ในปี 2543 ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการตามนโยบายรัฐบาล โดยการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นได้จัดโครงการต่างๆ เพื่อสนับสนุน  ได้แก่
   
สำนักงานคณะกรรมการการกระจายอำนาจ จัดโครงการถ่ายโอนบริการสาธารณะให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
สำนักงาน ก.พ. จัดโครงการถ่ายโอนกำลังคนสู่ท้องถิ่นเพื่อสนับสนุนมาตรการเสริมการพัฒนาชนบท
สำนักงบประมาณ ปรับปรุงพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2502 (เพื่อถ่ายโอนงบประมาณ)
   
 
อบต.จัดตั้งจากสภาตำบลที่มีรายได้ไม่รวมเงินอุดหนุนในปีงบประมาณที่ล่วงมาติดต่อกัน 3 ปี เฉลี่ยไม่ต่ำกว่าปีละ 150,000 บาท รูปแบบ
การบริหารประกอบด้วย สภา อบต. และคณะกรรมการบริหาร อบต. ปัจจุบันมี อบต.จำนวน 6,746 แห่ง (ข้อมูล ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2543) ) มีการแบ่งชั้น ของ อบต. เป็น 5 ชั้น ดังนี้
 
ชั้น 1 มีรายได้
20 ล้านบาทขึ้นไป
มีพนักงานได้
21
มีจำนวน
74
แห่ง
ชั้น 2 มีรายได้
12-20 ล้านบาท
มีพนักงานได้
12
มีจำนวน
78
แห่ง
ชั้น 3 มีรายได้
6-12 ล้านบาท
มีพนักงานได้
6
มีจำนวน
205
แห่ง
ชั้น 4 มีรายได้
3-6 ล้านบาท
มีพนักงานได้
4
มีจำนวน
843
แห่ง
ชั้น 5 มีรายได้
*ไม่เกิน 3 ล้านบาท
มีพนักงานได้
3
มีจำนวน
5,546
แห่ง
       
รวม
6,746
แห่ง
 
 
ตามแผนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งจัดทำโดยคณะกรรมการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
ได้กำหนดระยะเวลาการถ่ายโอนภาระกิจในการจัดบริการสาธารณะที่รัฐให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตามมาตรา 30 แห่งพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542 เป็น 2 ระยะ คือ
 
 
ระยะที่ 1 ระยะเวลา 1-4 ปี (พ.ศ. 2544-2547) ให้ดำเนินการถ่ายโอนสำหรับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่มีความพร้อมให้แล้วเสร็จ
ภายใน 4 ปี เป็นการถ่ายโอนตามมาตรา 30(1) ของพระราชบัญญัติกำหนดแผนและ ขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542 ซึ่งในระยะแรกนี้จะเป็นช่วงของการปรับปรุงระบบการบริหารงานภายในขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และราชการบริหารส่วนภูมิภาค รวมทั้งการพัฒนายุทธศาสตร์การสร้างความพร้อมในการรองรับการถ่ายโอนภารกิจ บุคลากร งบประมาณ และทรัพย์สิน รวมทั้งการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ในส่วนของภารกิจที่ถ่ายโอนจะมีทั้งการถ่ายโอนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอย่างสมบูรณ์ และการดำเนินงานร่วมกันระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นด้วยกันเอง และระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกับหน่วยงานของรัฐ และจะมีบุคลากรจำนวนหนึ่งถ่ายโอนไปปฏิบัติงานภายใต้การกำกับดูแลขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
 
 
ระยะที่ 2 ระยะเวลา 1-10 ปี (พ.ศ. 2544-2553) สำหรับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่ไม่สามารถที่จะรับการถ่ายโอนอำนาจหน้าที่
และภาระกิจภายในปีแรกให้ดำเนินการถ่ายโอนภายใน 10 ปี เป็นการถ่ายโอนตามมาตรา 30(2) ของพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542
 
 
สำหรับรายได้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้กำหนดการจัดสรรภาษี และอากรเงินอุดหนุน และรายได้อื่นให้ โดยให้สอดคล้องกับ
การดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แต่ละประเภทอย่างเหมาะสม โดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีรายได้คิดเป็นสัดส่วนต่อรายได้รัฐบาลภายในปี พ.ศ. 2544 ไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 และภายในไม่เกิน พ.ศ. 2549 ไม่น้อยกว่าร้อยละ 35 โดยเพิ่มสัดส่วนอย่างต่อเนื่องตามระยะเวลาที่เหมาะสม และสอดคล้องกับภาระกิจที่ถ่ายโอน
 
 
การจัดตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปี รัฐจะจัดสรรเงินอุดหนุนตามความจำเป็น และความต้องการขององค์กรปกครองท้องถิ่นนั้น การถ่ายโอน
บุคลากรให้สอดคล้องกับการถ่ายโอนภารกิจ และปรับปรุงกฎหมาย ระเบียบที่เกี่ยวข้องให้สอดคล้องกับการถ่ายโอนอำนาจและหน้าที่





หลักการและเหตุผล 
   
 
จากการที่รัฐบาลมีนโยบายกระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่นเพื่อให้ราษฎรในท้องถิ่น มีส่วนร่วมในการบริหารงานในท้องถิ่นของตนเอง โดยคาดว่า
ในช่วงเวลาหลังจากปีที่ 10 (พ.ศ. 2554 เป็นต้นไป) ประชาชนในท้องถิ่นจะมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น สามารถเข้าถึงบริการสาธารณะได้อย่างทั่วถึงและเป็นธรรม ประชาชนจะมีบทบาทในการตัดสินใจ การกำกับดูแล การตรวจสอบ ตลอดจนการสนับสนุนการดำเนินกิจกรรมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอย่างเต็มที่ ในส่วนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะมีการพัฒนาศักยภาพทางด้านการบริหารจัดการ และการคลังท้องถิ่นที่พึ่งตนเองและเป็นอิสระมากขึ้น ผู้บริหารและสภาท้องถิ่นจะเป็นผู้มีความรู้ความสามารถและมีวิสัยทัศน์ ในการบริหารราชการบริหารส่วนภูมิภาคจะเปลี่ยนบทบาทจากฐานะผู้จัดทำบริการสาธารณะ มาเป็นผู้ให้ความช่วยเหลือทางวิชาการ และกำกับดูแลการดำเนินงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเท่าที่จำเป็นภายใต้ขอบเขตที่ชัดเจน การปกครองส่วนท้องถิ่นจะเป็นการปกครองตนเองของประชาชนในท้องถิ่นอย่างแท้จริง
 
 
ปัจจุบันอยู่ระหว่างการถ่ายโอนอำนาจหน้าที่ของส่วนราชการต่าง ๆ ที่ดำเนินการในท้องถิ่นไปยัง อบต. ทั้งด้านการจัดเก็บรายได้
การบริหารงาน การใช้จ่ายงบประมาณ โดยกระทรวงมหาดไทยได้กำหนดระเบียบ ข้อกำหนด แนวทางปฏิบัติต่าง ๆ เพื่อให้ อบต. สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินมีแนวทางตรวจสอบที่ชัดเจน คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินจึงเห็นควรให้มีข้อเสนอแนะในการจัดทำมาตรฐานการตรวจสอบองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ที่เหมาะสมกับการดำเนินงานในระยะแรกของ อบต.





ปัญหาและอุปสรรค 
 
 
ในช่วงที่ผ่านมาจนถึงปี 2543 การดำเนินงานของ อบต. มีปัญหาและอุปสรรค ดังนี้
 
   
1. การจัดทำแผนพัฒนาของ อบต. ยังไม่ตอบสนองความต้องการของประชาชนในท้องถิ่นอย่างแท้จริงและทั่วถึง
   
2. ความเข้าใจใน กฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับต่างๆ ของผู้บริหาร และผู้ปฏิบัติงานไม่สอดคล้องกันทำให้เกิดอุปสรรคในการปฏิบัติงาน
   
3. การให้ความรู้ และคำแนะนำ อบต. จากผู้ที่เกี่ยวข้องไม่เป็นแนวทางเดียวกันทำให้เกิดความสับสนในการปฏิบัติงาน
   
4. อบต. ขาดศักยภาพที่จะดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ได้เต็มรูปแบบ เนื่องจากข้อจำกัดทางด้านบุคลากร
การดำเนินงานจึงต้องพึ่งพาหน่วยงานอื่น
   
5. บุคลากรส่วนใหญ่ของ อบต. ขาดทักษะความชำนาญโดยเฉพาะในด้านการดำเนินการ จัดซื้อจัดจ้าง ตลอดจนด้านการออกแบบ
และการควบคุมงานไม่ทั่วถึง จึงอาจส่งผลให้เกิดความเสียหายแก่ทางราชการได้
   
6. ปัจจุบันหน่วยงานของราชการส่วนท้องถิ่นได้ปรับปรุงระบบบัญชีใหม่โดยใช้เกณฑ์คงค้าง(พึงรับพึงจ่าย) ซึ่งเจ้าหน้าที่
ยังไม่คุ้นเคยและขาดทักษะ การบันทึกบัญชีอาจไม่ถูกต้องครบถ้วน ทำให้ไม่สามารถได้ประโยชน์จากระบบบัญชีในการควบคุมการใช้จ่ายเงิน และการใช้รายงานทางการเงินเพื่อประโยชน์ในการบริการ เป็นต้น
 
 
ในการเสริมสร้างให้ อบต. สามารถดำเนินงานได้เข้มแข็งขึ้น กรมการปกครองได้ออกระเบียบและหนังสือสั่งการต่าง ๆ เพื่อเป็นแนวทาง
การปฏิบัติให้แก่ อบต. ทั้งด้านการควบคุมภายใน การรายงานทางการเงิน/การคลังและการบัญชี และด้านต่างๆ รวมทั้งมีโครงการคัดเลือก อบต. ต้นแบบระดับประเทศประจำปี 2543 นอกจากนี้ ยังมีคณะอนุกรรมการต่าง ๆ ซึ่งจัดตั้งตามกฎหมายที่ดูแลกำหนดแนวทางในการปฏิบัติงานของ อบต. และกำกับดูแลและส่งเสริมการกระจายอำนาจให้เป็นตามแผนที่วางไว้
 
 
ประกอบกับสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) มีข้อจำกัดบางประการ ดังนี้
 
   
1. ด้านบุคลากร จำนวนบุคลากรไม่เพิ่มขึ้นตามจำนวนหน่วยรับตรวจที่เพิ่มขึ้น และข้อจำกัดพื้นฐานเกี่ยวกับความรู้ความสามารถ
ด้านการตรวจสอบการดำเนินงาน การตรวจสอบการเงินในเชิงวิเคราะห์ ซึ่งอยู่ระหว่างการพัฒนาอย่างต่อเนื่องให้เหมาะกับสภาพแวดล้อมของหน่วยรับตรวจ และในการตรวจสอบที่เปลี่ยนแปลงไป เพื่อให้การตรวจสอบมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล
   
2. สิ่งที่สนับสนุนในการตรวจสอบ
     
2.1 ยังไม่มีคู่มือการตรวจสอบที่ให้แนวทางการตรวจสอบที่ชัดเจน และใช้เทคนิคการตรวจสอบที่เหมาะสมกับ อบต.
ในปัจจุบัน เพื่อให้ได้ผลการตรวจสอบที่มีคุณภาพและได้มาตรฐานเดียวกัน
     
2.2 ด้านข้อมูลสารสนเทศ ยังขาดศูนย์ที่ให้ข้อมูลกับผู้ตรวจสอบเกี่ยวกับ อบต. ในเรื่อง กฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ ฯลฯ
ทำให้ข้อมูลขาดความต่อเนื่องและไม่ทันกาล ยากต่อการค้นหา และขาดเครื่องมือที่ช่วยทำให้ผู้ตรวจสอบเข้าใจด้านกฎหมาย ระเบียบ ฯลฯ ที่จะสามารถนำไปใช้ได้ถูกต้อง ตลอดจนการสื่อสารระหว่าง สตภ. ยังมีไม่เพียงพอที่จะให้มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเพื่อหาแนวทางเสนอแนะเป็นแนวปฏิบัติเดียวกัน รวมทั้งเป็นที่ปรึกษาแก่ผู้ตรวจสอบเมื่อมีปัญหา มีผลทำให้ไม่ได้ประสิทธิภาพ ประสิทธิผลในการตรวจสอบสูงสุด
     
2.3 การสื่อสารกับผู้ปฏิบัติงานตรวจสอบ บางครั้งผู้ปฏิบัติงานไม่เข้าใจอย่างชัดเจนถึงวัตถุประสงค์ วิธีการตรวจสอบ
และลักษณะรายงานที่ต้องการทำให้การปฏิบัติงานล่าช้าใช้เวลามากเกินควร และได้ผลงานที่ไม่ดีเท่าที่ควร





วัตถุประสงค์ 
 
 
เพื่อให้การปฏิบัติงานตรวจสอบสำหรับ อบต. แต่ละชั้นของเจ้าหน้าที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินมีมาตรฐานเดียวกัน
เหมาะสมกับการดำเนินงานของ อบต. ในระยะแรก คือ
 
   
1. มีแนวทางการตรวจสอบที่เหมาะสมกับลักษณะการดำเนินงานขององค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ซึ่งอยู่ในระหว่าง
การปรับเปลี่ยนบทบาทให้สอดคล้องกับภาระหน้าที่ตามกฏหมาย
   
2. มีแนวทางการตรวจสอบมุ่งในทางพัฒนาศักยภาพของ อบต. เพื่อสร้างเสริมความเข้มแข็งและโปร่งใสให้ อบต. โดยให้มีการ
เลือกใช้มาตรฐานการตรวจสอบ (ของ สตง.) ให้สอดคล้องกับข้อจำกัดของ อบต. แต่ละชั้นในปัจจุบัน





ข้อเสนอแนะ
 
 
วัตถุประสงค์หนึ่งที่ควรนำมาพิจารณาในการจัดทำมาตรฐานการตรวจสอบ อบต. คือ เพื่อให้การตรวจสอบได้มาตรฐานเดียวกันสำหรับ อบต.
แต่ละชั้น กล่าวคือ ความผิดหรือข้อบกพร่องที่มีลักษณะเหมือนกันของ อบต. ที่อยู่ชั้นเดียวกัน สตง. ควรมีข้อทักท้วงและข้อเสนอแนะในแนวทางเดียวกัน เพื่อมิให้หน่วยรับตรวจเห็นว่าเป็นการเลือกปฏิบัติ และการจัดทำมาตรฐานการตรวจสอบควรให้เหมาะกับการดำเนินงานของ อบต. แต่ละชั้น เนื่องจากระบบงานและการควบคุมมีความแตกต่างกัน เช่น อบต. ขนาดใหญ่มีบุคลากรหลายตำแหน่ง การควบคุมส่วนหนึ่งจึงอาศัยการแบ่งแยกหน้าที่ แต่สำหรับ อบต. ขนาดเล็กการจ้างบุคลากรหลายคน ทำให้เกิดค่าใช้จ่ายที่ไม่คุ้มกับประโยชน์ที่จะได้รับ การควบคุมภายในต้องอาศัยวิธีอื่นทดแทนการแบ่งแยกหน้าที่ เช่น มีผู้บริหารที่มีจิตสำนึกในการรักษาผลประโยชน์ของท้องถิ่นซึ่งดูแลการรับจ่ายเงินอย่างใกล้ชิด และอาจอาศัยการดูแลตรวจสอบโดยหน่วยงานภายนอก เช่น เจ้าหน้าที่ตรวจสอบภายในของอำเภอหรือจังหวัด ตามที่กรมการปกครองได้มอบหมายให้ปฏิบัติงานตรวจสอบ เป็นต้น
 
 
5.1 การจัดทำมาตรฐานการปฏิบัติงานตรวจสอบ อบต.
 
 
(1) ควรนำมาตรฐานการตรวจสอบตามที่ สตง. กำหนดมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับลักษณะการดำเนินงานของ อบต. แต่ละชั้น และสอดคล้อง
กับพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542 รวมทั้งกฎมาย ระเบียบ ข้อบังคับที่เกี่ยวข้อง
 
(2) มาตรฐานการปฏิบัติงานตรวจสอบควรครอบคลุมการตรวจสอบด้านการเงิน การบริหารพัสดุ และในการตรวจสอบ ดำเนินงานตาม
ที่เห็นว่าเหมาะสม
 
(3) มาตรฐานการปฏิบัติงานควรกำหนดแนวทางปฏิบัติและรายละเอียด ดังนี้
 
   
ก. ควรกำหนดคุณสมบัติผู้ตรวจสอบเกี่ยวกับ ความรู้ความสามารถและประสบการณ์ที่ควรมี
(ซึ่งควรคัดเลือกหรืออบรมให้ได้คุณสมบัติตามที่กำหนด)
   
ข. นำมาตรฐานการตรวจสอบมาปรับใช้ โดยพิจารณาตามความเหมาะสม อาทิเช่น
       
   
เสริมสร้างความรู้ความเข้าใจในการดำเนินงานตลอดจนปัจจัยต่างๆ ที่มีผลกระทบต่อการดำเนินงานของ อบต.
   
การวางแผนการตรวจสอบและกำหนดวัตถุประสงค์ ขอบเขต ลักษณะ และระยะเวลาการตรวจสอบ
   
การควบคุม การสั่งการเพื่อให้ผู้ตรวจสอบเข้าใจงานที่ได้รับมอบหมาย
   
จัดทำแนวการตรวจสอบ โดยการวิเคราะห์ความเสี่ยงและนำความรู้ความเข้าใจในการดำเนินงานของ อบต. แต่ละชั้น รวมทั้ง
การประเมินการควบคุมภายใน และความมีสาระสำคัญมาพิจารณากำหนดวิธีการตรวจสอบที่เหมาะสม เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ที่กำหนด
   
การจัดทำกระดาษทำการ หลักฐานการตรวจสอบที่ต้องการ
   
กำหนดรูปแบบรายงาน รวมถึงรายละเอียดเนื้อหาของข้อสรุปจากผลการตรวจสอบที่ต้องการ
 
   
ค. มาตรฐานการปฏิบัติงานควรมีคู่มือการปฏิบัติงานประกอบที่ให้รายละเอียดแนวทางวิธีการปฏิบัติงาน และกระดาษทำการที่ต้องจัดทำ
ในแต่ละขั้นตอน ตั้งแต่กระดาษทำการที่แสดงข้อมูลเกี่ยวกับความรู้ความเข้าใจใน อบต. ที่ตรวจสอบว่าควรมีประเด็นอะไรที่ควรจะรู้ วิธีการประเมินความเสี่ยง การประเมินการควบคุมภายใน การกำหนดความมีสาระสำคัญและรายละเอียดขั้นตอนการตรวจสอบรูปแบบกระดาษทำการที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนผลการตรวจสอบในเรื่องต่างๆ ที่ต้องระบุในรายงาน การจัดทำเป็นคู่มือจะทำให้สามารถปฏิบัติงานตรวจสอบ ได้รวดเร็วและเป็นไปตามมาตรฐานการปฏิบัติงาน จัดทำรายงานได้ตรงประเด็น ทันเวลา
   
ง. มาตรฐานการปฏิบัติงานอื่นๆ ตามความเหมาะสม
 
 
(4) จัดให้มีการควบคุมคุณภาพงานตรวจสอบ
 
(5) การจัดทำมาตรฐานการปฏิบัติงานตรวจสอบอาจมีการปรับปรุงให้เหมาะสมกับสภาพการเปลี่ยนแปลงของ อบต.
    
 
อนึ่ง การปฏิบัติงานตรวจสอบควรมุ่งในการพัฒนาศักยภาพ เสริมสร้างความเข้มแข็งของ อบต.
                  
 
5.2 ในการดำเนินการเพื่อให้บรรลุผลตามมาตรฐานการปฏิบัติงานตรวจสอบจำเป็นต้องจัดให้มีการสนับสนุน ดังต่อไปนี้
 
 
 
(1) กำหนดแนวทางปฏิบัติอื่นเพื่อสนับสนุนการนำมาตรฐานที่กำหนดไปใช้ประโยชน์ได้จริง เช่น
จัดอบรมผู้ตรวจสอบเพื่อให้เกิดการสื่อสารที่เข้าใจตรงกัน โดยการอบรมดังกล่าวควรจัดทำคู่มือวิทยากร เพื่อให้ได้ความเข้าใจในมาตรฐานเดียวกัน ซึ่งใช้เป็นคู่มือปฏิบัติงานที่สามารถให้ตัวแทนแต่ละภาคไปดำเนินการฝึกอบรมเอง
 
(2) ประสานงานกับกรมการปกครองและหน่วยราชการอื่นที่เกี่ยวข้องในการพัฒนา การดำเนินงานของ อบต. ให้เข้มแข็งตามแผนการถ่ายโอน
เช่น นำมาตรฐานการควบคุมภายในและมาตรฐานการปฏิบัติหน้าที่ ของผู้ตรวจสอบภายในไปกำหนดระบบการควบคุมภายในและแนวทางการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ตรวจสอบภายใน รวมถึงการรายงานผลการตรวจสอบให้ สตง. ทราบ เพื่อให้ผู้ตรวจสอบของ สตง. ใช้เป็นข้อมูลในการกำหนดแผนการตรวจสอบ
 
(3) จัดตั้งศูนย์ข้อมูลและประสานงานเฉพาะเกี่ยวกับการตรวจสอบ อบต. เพื่อให้ข้อแนะนำ/คำปรึกษาที่เป็นไปในแนวเดียวกัน
และมีผู้รับผิดชอบที่ชัดเจน
 
(4) สรุปข้อมูลเกี่ยวกับข้อตรวจพบที่เกิดขึ้นจริงพร้อมทั้งโทษที่ได้รับส่งให้กรมการปกครอง เพื่อจัดทำเอกสารเผยแพร่แก่ อบต.
ซึ่งจะเป็นการป้องปรามมิให้เกิดการกระทำผิดดังกล่าว
 
(5) กำหนดแนวทางที่นำไปสู่การเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการตรวจสอบ เช่น
 
 
กำหนดวิธีการที่ทำให้ทุก อบต. ได้รับการตรวจสอบโดยทั่วถึง
 
จัดจ้างผู้สอบบัญชีเอกชนตรวจสอบ อบต.
 
จัดจ้างพนักงานสบทบช่วยตรวจสอบ
 
ปรับปรุงลดขั้นตอนการทำงาน
 
 
5.3 ในงานตรวจสอบ อบต. ควรให้ความสำคัญในเรื่องต่อไปนี้ ด้วย
 
 
(1) ด้านการจัดเก็บรายได้ ให้พิจารณาความเหมาะสมในด้านต่างๆ ตามลักษณะชั้นของ อบต. ดังนี้
 
   
1. ปรับปรุงแหล่งที่มาของฐานข้อมูลรายได้ให้เป็นปัจจุบัน และมีมาตรฐานเดียวกัน
   
2. มีการประมาณการรายรับโดยใช้หลักเกณฑ์ที่เหมาะสมและครอบคลุมทั่วพื้นที่ในแต่ละ อบต.
   
3. มีการประเมินภาษีในแต่ละ อบต.เป็นมาตรฐานเดียวกันโดยไม่เลือกปฏิบัติ
   
4. มีการเร่งรัดการรับชำระหนี้อย่างเป็นระบบ
   
5. มีการติดตามและประเมินผลเพื่อพัฒนาการจัดเก็บรายได้อย่างเป็นระบบ
   
6. มีการประชาสัมพันธ์เผยแพร่ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวการชำระภาษีของท้องถิ่น เพื่อให้เกิดความร่วมมือที่จะชำระภาษีให้ครบถ้วนถูกต้อง
รวมถึงรับรู้บทลงโทษที่ผู้หลีกเลี่ยงภาษีจะได้รับ
 
 
(2) ด้านการวางแผนและการจัดทำงบประมาณ ให้พิจารณาความเหมาะสมในด้านต่างๆ ตามลักษณะชั้นของ อบต. ดังนี้
 
   
1. มีการวางแผนพัฒนาตำบล 5 ปี ที่เป็นการแก้ไขปัญหาและพัฒนาท้องถิ่น ทั้งด้านการบริหาร การบริการชุมชนและสังคม การเศรษฐกิจ
การดำเนินการอื่น ตามสภาพความเป็นจริง มีความพร้อมต่อการรองรับโครงการถ่ายโอนบริการสาธารณะให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมถึงสนองตอบกับความต้องการของประชาชน และวางแผนปฏิบัติการประจำปีที่สอดคล้องกับแผนพัฒนาตำบลดังกล่าว โดยให้ความสำคัญกับรายการที่มีความจำเป็นเร่งด่วนก่อน
   
2. มีการจัดทำงบประมาณที่สอดคล้องกับแผนปฏิบัติการประจำปีที่ปรับปรุงให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน โดยเรียงลำดับความสำคัญ
ตามความจำเป็นเร่งด่วน
   
3. มีการกำหนดค่าใช้จ่ายของแต่ละกิจกรรมในงบประมาณรายจ่ายประจำปีให้ครอบคลุมทุกกิจกรรมอย่างเหมาะสมและคุ้มค่า สอดคล้อง
กับความจำเป็นอย่างแท้จริง
 
 
(3) ด้านการบริหารและการใช้จ่ายงบประมาณ ให้พิจารณาความเหมาะสมในด้านต่างๆ ตามลักษณะชั้นของ อบต. ดังนี้
 
   
1. มีการวางแผนการใช้จ่ายเงินงบประมาณ ให้กระจายตลอดปีงบประมาณตามความจำเป็นที่ต้องใช้จ่ายจริง
   
2. เร่งรัดการใช้จ่ายเงินตามที่ได้รับเงินงบประมาณให้เป็นไปตามแผนที่กำหนดไว้
   
3. ดำเนินการบริหารพัสดุตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ และมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง
 
(4) ด้านการดำเนินงาน การบริหารจัดการของ อบต. แต่ละชั้นมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผลและโปร่งใส มีการดำเนินงานดังนี้
 
   
1. มีการบันทึกบัญชีตามระบบที่กำหนดไว้อย่างถูกต้องครบถ้วนและเป็นปัจจุบัน ทั้งนี้ให้ผู้ตรวจสอบคำนึงถึงความพร้อมของแต่ละอบต.
   
2. มีระบบการควบคุมภายในให้เป็นไปอย่างเหมาะสมกับสถานการณ์ของ อบต.แต่ละชั้น ในเรื่องดังนี้
     
2.1 การจัดรูปแบบการบริหารเหมาะสมกับสถานภาพของ อบต. โดยพิจารณาว่าสอดคล้องตามมาตรฐาน การควบคุมภายใน
ที่คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินกำหนดไว้ทั้ง 5 องค์ประกอบ
     
2.2 มีการตรวจสอบภายในที่ปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรฐานการปฏิบัติงานของผู้ตรวจสอบภายใน ของคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน
และมีรายงานตามแบบมาตรฐานจัดส่งให้สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน





รายนามคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน

นายปัญญา ตันติยวรงค์ ประธานกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน
นางจารุวรรณ เมณฑกา กรรมการตรวจเงินแผ่นดิน
นางจิระพรรณ นิรัติศัย กรรมการตรวจเงินแผ่นดิน
พลโทฉัตรชัย อุเทนสุต กรรมการตรวจเงินแผ่นดิน
นายชัยเชต สุนทรพิพิธ กรรมการตรวจเงินแผ่นดิน
ศาสตราจารย์ คุณหญิงนงเยาว์  ชัยเสรี กรรมการตรวจเงินแผ่นดิน
นายปรัชญา สูตะบุตร กรรมการตรวจเงินแผ่นดิน
นายปัญญา สติฐิต กรรมการตรวจเงินแผ่นดิน
นางรวีพร คูหิรัญ กรรมการตรวจเงินแผ่นดิน
นางศุลีมาศ สุทธิสัมพัทน์ กรรมการตรวจเงินแผ่นดิน





รายนามคณะอนุกรรมการและคณะทำงาน 

ศาสตราจารย์คุณหญิงนงเยาว์ ชัยเสรี ประธานอนุกรรมการ กลั่นกรองงานที่เป็นนโยบายคณะที่ 1
นางจิระพรรณ นิรัติศัย อนุกรรมการ กลั่นกรองงานที่เป็นนโยบายคณะที่ 1
นางรวีพร คูหิรัญ อนุกรรมการ กลั่นกรองงานที่เป็นนโยบายคณะที่ 1
นายยรรยง ถาวโรฤทธ เลขานุการคณะอนุกรรมการ กลั่นกรองงานที่เป็นนโยบายคณะที่ 1
นางสุกัญญา สุวัฒนวงศ์ คณะทำงาน
นางสาวจันทร์เพ็ญ ตูเทศานันท คณะทำงาน
นางสาวจิราภรณ พิริยะกิจไพบูลย์ คณะทำงาน
นางสาวช้องอนงค์ ภัทรนาวิก คณะทำงาน
นางสุจินดา เจียมจิต คณะทำงาน
นายวีระ สุนทรสัจ คณะทำงาน
นางขนิษฐา เมฆมานะ คณะทำงาน
นางสาวสุดา เลื่องลือปัญญา คณะทำงาน
นางปริศนา โพธิคุณ คณะทำงาน
นางสาวอรนุช ฤทธี คณะทำงาน





WELCOME TO OFFICE OF THE AUDITOR GENERAL OF THAILAND
 
Copyright 1998 OAG Last modified: 17November 2008
สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ถนนพระรามที่ 6 เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400 โทรศัพท์ 0-2271-8000   Web statistic by TrueHits